Main Point
- ในส่วนของห้องพักคอนโด AP ทีม QC จะตรวจ 8 จุดสำคัญ คือ งานพื้น งานผนัง ประตูและหน้าต่าง ห้องน้ำ ห้องครัว ระบบไฟฟ้า ระบบสุขาภิบาล ระบบปรับอากาศ และระเบียง โดยเทียบกับ Checklist แบบที่อนุมัติ และมาตรฐานของงานแต่ละประเภท ครอบคลุมทั้งความเรียบร้อย ความแข็งแรง ความปลอดภัย การรั่วซึม และการใช้งาน หากไม่ผ่านต้องแก้ไขและตรวจซ้ำก่อนปิดงาน
- ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางคอนโด AP ทีม QC จะตรวจ 5 จุดหลัก คือ ล็อบบี้และทางเดิน บันไดหนีไฟ พื้นที่พักผ่อนและฟิตเนส ที่จอดรถ และภูมิทัศน์โดยรอบ ทั้งยังตรวจ 4 ระบบสำคัญเบื้องหลังอาคาร ตั้งแต่ ลิฟต์ ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบไฟฟ้าส่วนกลาง ไปจนถึงระบบสุขาภิบาลกับความปลอดภัย เพื่อให้ทุกพื้นที่และทุกระบบพร้อมใช้งานต่อเนื่องก่อนส่งมอบโครงการ
ก่อนส่งมอบคอนโด AP จะมีการตรวจสอบทั้งภายในห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง และระบบสำคัญของอาคาร เพื่อให้มั่นใจว่าทุกจุดได้มาตรฐาน ปลอดภัย และพร้อมใช้งาน AP ชวนเจาะลึกกระบวนการ QC ตาม AP Code ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจ การแก้ไข ไปจนถึงการตรวจซ้ำก่อนปิดงานและส่งมอบโครงการคุณภาพ สู่การใช้ชีวิตได้เต็มที่ในทุกตารางนิ้ว
Checklist QC 8 จุดสำคัญที่ต้องตรวจภายในห้องพัก
1. งานพื้น: เรียบทุกระดับ ติดแน่น

ทีม QC จะพิจารณาทั้งระดับและความเรียบของพื้น ตรวจหารอยแตกร้าว รอยบิ่น สีหรือลวดลายที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงความเรียบร้อยของแนวปูและร่องยาแนว เพื่อให้พื้นแต่ละบริเวณต่อเนื่องกันและแข็งแรงทนทานต่อการใช้งานทุกวัน
1. งานกระเบื้องต้องแน่นหนา ไม่หลวมหรือเป็นโพรง
- ร่องยาแนว: แนวปูและความกว้างของร่องยาแนวต้องเท่ากันอย่างสม่ำเสมอ ระยะเว้นระหว่างกระเบื้องกับผนังปูนฉาบต้องมีขนาดประมาณ 5-8 มม. เพื่อรองรับการขยายตัวของวัสดุ
- ความแน่นหนาของกระเบื้อง: ใช้เหรียญเคาะทดสอบ 5 จุดต่อกระเบื้อง 1 แผ่น เพื่อตรวจหากระเบื้องหลวมหรือเป็นโพรง ได้แก่ มุมทั้ง 4 ด้านและบริเวณกึ่งกลาง โดยยอมรับเสียงโพรงได้ไม่เกิน 2 จาก 5 จุด รวมถึงตรวจสอบการโก่งตัวของผิวกระเบื้องให้ไม่เกิน 3 มม. เพื่อให้มั่นใจว่าปูนกาวยึดเกาะเต็มแผ่น ลดโอกาสแตกร้าวหรือหลุดล่อนภายหลัง
2. งานพื้นไม้ลามิเนตต้องเรียบ แน่น และรองรับการยืดหดของวัสดุ
- การเตรียมพื้นก่อนติดตั้งพื้นไม้ลามิเนต: ต้องเตรียมพื้นปูนและปล่อยให้แห้งอย่างน้อย 2 สัปดาห์ จากนั้นวัดค่าความชื้นของพื้นทุกระยะ 1 เมตร โดยค่าความชื้นต้องไม่เกิน 12% เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่พื้นไม้จะบวม โก่ง หรือเกิดเชื้อรา
- รอยต่อระหว่างบัวเชิงผนังกับพื้นไม้ลามิเนต: ต้องมีระยะไม่เกิน 2 มม. พร้อมพิจารณาระยะเผื่อสำหรับการยืดและหดตัวของไม้ เพื่อให้พื้นแนบสนิท เดินแล้วไม่ยวบหรือเกิดเสียงผิดปกติ
3. พื้นที่เปียกต้องมีความลาดเอียงและระบายน้ำได้ดี
- ความลาดเอียงของพื้น: บริเวณที่สัมผัสน้ำเป็นประจำ เช่น ห้องน้ำและระเบียง จะต้องมีระดับความลาดเอียงของพื้นให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้น้ำไหลเข้าสู่ท่อระบายน้ำ (Floor Drain) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การทดสอบน้ำรั่วซึม: หนึ่งในเกณฑ์สำคัญ คือ ระดับน้ำที่ขังบริเวณ Floor Drain ต้องไม่สูงเกินความหนาของเหรียญบาท พร้อมทดสอบน้ำที่ระดับความสูงประมาณ 3 ซม. เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการรั่วซึมไปยังพื้นที่ข้างเคียงหรือชั้นพื้นด้านล่าง
2. งานผนัง: ผิวเรียบ สีสม่ำเสมอ ไร้รอยแตกร้าว

ทีม QC ของ AP ตรวจสอบทั้งความเรียบ แนวดิ่ง ระนาบ รอยต่อ สี และความสมบูรณ์ของผิวงาน รวมถึงตรวจตำแหน่งช่องเปิดและงานระบบที่ฝังอยู่ภายในผนังก่อนปิดผิว เพื่อป้องกันปัญหารอยแตกร้าวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีจุดที่ทีม QC ตรวจ ดังนี้
1. การก่ออิฐและการรองรับการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง
- ผนังก่ออิฐที่ชนกับท้องพื้น: ต้องเว้นช่องว่างด้านบนไม่น้อยกว่า 2.5 ซม. สำหรับติดตั้งแผ่นโฟม เพื่อรองรับการแอ่นตัวของพื้นระบบ Post-Tension โดยรอยต่อดังกล่าวต้องอุดปิดให้แน่นสนิท ไม่มีช่องว่างหรือแสงลอดผ่าน
- ระดับแนวผนัง: ก่อนเริ่มติดตั้งฝ้า-เพดาน ทีม QC จะตรวจสอบแนวดิ่ง แนวระดับ และมุมฉากของผนังทุกด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าผนังได้แนวเหมาะสมและพร้อมสำหรับงานตกแต่งในขั้นตอนต่อไป
2. การป้องกันรอยแตกร้าวบริเวณรอยต่อ
- จุดเชื่อมต่อระหว่างวัสดุต่างชนิด: มักเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการแตกร้าว เช่น รอยต่อระหว่างผนังก่ออิฐกับเสา ท้องพื้น หรือผนังโครงสร้างรับแรงเฉือน ทีม QC จะตรวจสอบการติดตั้งตะแกรงกรงไก่ก่อนฉาบปูน เพื่อช่วยกระจายแรงและลดการแตกร้าวของผิวผนัง
- รอยต่อระหว่างผนังฉาบปูนกับแผ่นผนังสำเร็จรูป: ต้องทำร่องคั่นด้วย PVC รูปตัว U ขนาดประมาณ 5-10 มม. เพื่อรองรับการขยับตัวที่แตกต่างกันของวัสดุ และช่วยควบคุมแนวรอยต่อให้เรียบร้อย
3. ผิวสัมผัส สี และวอลล์เปเปอร์ (Finishing) )
- งานสี: ก่อนลงมือทาสี พื้นผิวผนังจะต้องสะอาด ปราศจากฝุ่น เมื่อทาเสร็จแล้ว เนื้อสีต้องเรียบเนียน สม่ำเสมอ ไม่ด่าง ไม่จับตัวเป็นเม็ด และไม่มีรอยแปรงหรือรอยลูกกลิ้งที่เห็นเด่นชัด
- งานวอลล์เปเปอร์: ผนังต้องผ่านการฉาบผิวเรียบ (Skim Coat) ให้ได้ระนาบและต้องไม่มีความชื้นหรือน้ำรั่วซึม การติดตั้งวอลล์เปเปอร์ต้องเรียบตึง ไม่ฉีกขาด รอยต่อของลวดลายต้องต่อกันแนบสนิท ส่วนบริเวณมุมผนังต้องเก็บงานให้เรียบร้อยและสวยงาม
3. ประตูและหน้าต่าง: เปิด-ปิดคล่อง ล็อกได้สนิท และซีลครบทุกจุด

นอกจากการเปิด-ปิดแล้ว ประตูและหน้าต่างยังเป็นส่วนที่มอบทั้งความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว การระบายอากาศ และการป้องกันน้ำหรือเสียงจากภายนอก ทีม QC จึงตรวจตั้งแต่ขนาดและแนวของช่องเปิด ความแข็งแรงของวงกบและบาน ไปจนถึงอุปกรณ์ ซีล และการใช้งานจริง
1. ความสมบูรณ์ของบานประตูและอุปกรณ์
- บานประตูไม้และประตูภายใน: ต้องได้รับการตรวจครบทั้ง 6 ด้าน สีต้องเรียบเนียนและสม่ำเสมอ ไม่มีรอยแตกร้าว รอยด่าง สีหยด หรือสีเปื้อนบริเวณลูกบิดและบานพับ พร้อมตรวจว่าบานและวงกบติดตั้งได้แนวและองศาเหมาะสม ไม่บิดโก่ง
- แนวบานประตู: ทีม QC จะปรับแนวบานให้พอดีกับบังใบของวงกบ โดยยอมให้มีความคลาดเคลื่อนได้ 0-2 มม. และตรวจระยะท้องบานถึงพื้นไม่ให้เกิน 0.5 ซม. บานต้องเปิด-ปิดได้สะดวก ไม่เบียดวงกบหรือธรณี
2. ความเรียบร้อยของกระจกและเฟรมอะลูมิเนียม
- เฟรมอะลูมิเนียม: ต้องติดตั้งได้แนว แข็งแรง ไม่บิดงอ และมีผิวสีเรียบสม่ำเสมอ โดยต้องไม่มีรอยบุบ บิ่น หรือขูดขีด
- กระจก: ต้องมีประเภท เฉดสี และความหนาตรงตามข้อกำหนด ไม่แตกร้าวหรือชำรุด ในการตรวจผิวกระจก ทีม QC จะยืนสังเกตจากระยะประมาณหนึ่งช่วงแขน หรือ 0.60 เมตร ซึ่งจะต้องไม่พบรอยขีดข่วนที่มองเห็นได้จากระยะตรวจดังกล่าว
- ตัวล็อก: ทดลองเปิด-ปิดและใช้งานตัวล็อกทุกจุด โดยบานประตูต้องเคลื่อนตัวได้สะดวก ไม่ฝืดหรือติดขัด
3. การซีลและการทดสอบน้ำรั่วซึม
- การซีลระหว่างช่องว่าง: ระหว่างขอบผนังปูนกับขอบวงกบประตูหรือหน้าต่างอะลูมิเนียมต้องมีช่องว่างไม่เกิน 5 มม. และต้องยาแนวด้วยวัสดุ PU ตามรุ่นที่กำหนด โดยแนวซีลต้องต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และไม่มีรูหรือช่องว่างที่น้ำสามารถซึมผ่านได้
- ยางขอบกระจกและยางกันน้ำ: ต้องติดตั้งครบ แน่นหนา ไม่ยับ หรือหลุดออกจากตำแหน่ง
- การทดสอบน้ำรั่วซึม: ประตูและหน้าต่างอะลูมิเนียมทุกชุดต้องผ่านการทดสอบฉีดน้ำแรงดันสูง (Water Spray Test) ตาม Method Statement โดยทดสอบครบ 100% เพื่อยืนยันว่าไม่พบการรั่วซึมผ่านวงกบ แนวซีล และรอยต่อต่าง ๆ ตามเกณฑ์ที่กำหนด หากพบความผิดปกติ จะต้องแก้ไขและทดสอบซ้ำก่อนตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง
4. ห้องน้ำ: ทดสอบทุกการใช้งาน ลดเสี่ยงเรื่องรั่วซึมและการระบาย

ห้องน้ำเป็นพื้นที่ที่มีทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานระบบซ่อนอยู่ ตั้งแต่งานกันซึม พื้นและผนังกระเบื้อง สุขภัณฑ์ ไปจนถึงท่อน้ำดีและท่อระบายน้ำ ทีม QC จึงตรวจทั้งความเรียบร้อยภายนอก รวมถึงการเปิดน้ำ ทดลองใช้งาน และตรวจหารอยรั่ว ในจุดต่าง ๆ ดังนี้
1. มาตรฐานงานกันซึมและการระบายน้ำ
- การทดสอบน้ำขัง: พื้นบริเวณห้องน้ำต้องผ่านการทดสอบน้ำก่อนปูกระเบื้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่าไม่พบการรั่วซึมไปยังพื้นที่ข้างเคียงหรือชั้นด้านล่าง
- การทดสอบการระบายน้ำ: ทีม QC จะตรวจความลาดเอียงของพื้นให้ต่อเนื่องไปยังท่อน้ำทิ้ง (Floor Drain) โดยพื้นต้องไม่เป็นแอ่งหรือมีน้ำขัง และเมื่อทดลองเทน้ำแล้ว น้ำต้องระบายออกจากพื้นที่เปียกได้ ภายใน 45 วินาที
- การติดตั้งตะแกรงท่อน้ำทิ้ง (Floor Drain): ต้องติดตั้งตรงตามตำแหน่งและได้แนวกับผนัง โดยผิวหน้าตะแกรงควรอยู่ต่ำกว่าผิวกระเบื้องเล็กน้อย เพื่อให้น้ำไหลเข้าสู่ท่อได้สะดวก นอกจากนี้ จุดท่อน้ำทิ้ง (Floor Drain) ต้องติดตั้งข้อต่อลดขนาด 4"×2" เพื่อรองรับกรณีแนวท่อที่ไม่ตรงกับตำแหน่งช่องระบายน้ำ
2. มาตรฐานงานติดตั้งสุขภัณฑ์
- การติดตั้งชักโครก: ต้องทำตามมาตรฐานของผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการใช้ปะเก็นยางกันกลิ่นที่ต้องติดตั้งให้ถูกต้องแม่นยำ เพื่อช่วยป้องกันกลิ่นและการรั่วซึมบริเวณรอยต่อ
- การติดตั้งอ่างอาบน้ำ: พื้นใต้อ่างต้องทำเป็นพื้นซีเมนต์ขัดมันและมีความลาดเอียงให้น้ำไหลไปทางช่อง Service พร้อมทาระบบกันซึมทั้งพื้นและผนังใต้อ่างก่อนเทพื้นขัดมัน เพื่อช่วยป้องกันน้ำสะสมและทำให้ตรวจสอบหรือซ่อมบำรุงได้สะดวก
- ตู้ใต้อ่างล้างหน้า: ต้องผลิตจากวัสดุกันน้ำหรือวัสดุที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการบวม เสียรูป หรือเสื่อมสภาพจากน้ำ
3. ฟังก์ชันการใช้งานและความปลอดภัย
- กระจกฉากกั้นอาบน้ำ: กระจกในพื้นที่เปียกต้องเป็นกระจกนิรภัยแบบ Tempered Glass สำหรับบานกระจกแบบ Fix ที่มีความกว้างเกิน 70 ซม. และเลือกใช้ความหนาของกระจกตามคำแนะนำของผู้ผลิต พร้อมต้องเสริม Cross Bar เพื่อเพิ่มความมั่นคง
- ตัวกันชนประตู (Door Stopper): ในประตูห้องน้ำทุกบานต้องติดตั้งตัวกันชนประตูเพื่อป้องกันการกระแทก และต้องไม่ให้ตำแหน่งเปิดประตูชนกับที่แขวนผ้า
- อุปกรณ์ในห้องน้ำ: อุปกรณ์ทุกชิ้นที่ติดตั้งภายในห้องน้ำ เช่น ก๊อกน้ำ วาล์ว ฝักบัว สายฉีดชำระ ชักโครก และอุปกรณ์เปิด-ปิดต่าง ๆ ต้องผ่านการทดลองใช้งานอย่างน้อย 3-5 ครั้ง เพื่อตรวจสอบความคล่องตัว ความแข็งแรง และการรั่วซึมของจุดต่อเสมอ
5. ห้องครัว: สวยงาม ใช้งานได้จริงทุกฟังก์ชัน

ครัว ถือเป็นพื้นที่ที่รวมทั้งงาน Built-in เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบน้ำ และระบบไฟไว้ในบริเวณเดียวกัน ทีม QC จะตรวจตั้งแต่ระยะใช้งาน ความแข็งแรงของชุดครัว ไปจนถึงการจัดวางงานระบบ เพื่อให้ทุกอุปกรณ์ใช้งานได้สะดวก ปลอดภัย และบำรุงรักษาได้ง่าย
การจัดวางและระยะใช้งาน
- ชุดครัว: ต้องมีระยะที่กว้างเพียงพอ เช่น เว้นช่องทางตั้งแต่ประตูถึงตำแหน่งวางเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กว้างอย่างน้อย 100 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถขนย้ายตู้เย็นหรือเครื่องซักผ้าเข้า-ออกได้สะดวก
- การจัดวางอุปกรณ์บนเคาน์เตอร์ครัว: ต้องคำนึงถึงระยะความสูงของตู้แขวน (Hood) และระยะห่างจากเตา (Hob) ให้เหมาะสม (กรณีไม่มีเครื่องซักผ้า) เช่น ระยะจากหน้า Hob ถึง Hood อยู่ที่ประมาณ 65-67.5 ซม. ส่วนความสูงเคาน์เตอร์ครัวประมาณ 90 ซม. และความลึกของตู้แขวนประมาณ 30-35 ซม.
- ขนาดพื้นที่ครัว: ถูกกำหนดตามขนาดห้องพัก เช่น ห้อง Studio หรือ 1 Bedroom อาจกำหนดความกว้างขั้นต่ำประมาณ 1,200 มม., 2 Bedroom ความกว้างประมาณ 1,500 มม. และห้อง 3 Bedroom อาจกำหนดมากกว่า 1,800 มม. ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบที่อนุมัติของแต่ละโครงการ
ระบบไฟฟ้า-ประปาระบบไฟฟ้า-ประปา
- การติดตั้งปลั๊กไมโครเวฟ: ต้องสูงประมาณ 30 ซม. หรือสูงกว่าตัวไมโครเวฟ เพื่อความสะดวกในการถอดปลั๊กขณะใช้งาน
- แผ่น Back board ที่ใช้ติดตั้งปลั๊ก: ต้องมีความหนามากกว่า 9 มม. เพื่อให้การยึดปลั๊กมีความแน่นหนาแข็งแรง
- การจัดวางระบบน้ำและระบบไฟฟ้า: สำหรับตู้แขวน เตา เครื่องซักผ้า และซิงก์ ต้องแยกฝั่งกัน เพื่อความปลอดภัยและสะดวกต่อการซ่อมบำรุง
- การติดตั้ง P-Trap ใต้ซิงก์ล้างจาน: ต้องเป็นชนิดสำเร็จรูปที่สามารถถอดล้างและเข้าซ่อมบำรุงได้สะดวก ไม่ใช้ PVC ทากาวแบบถาวร พร้อมเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติทนความชื้นหรือวัสดุกันน้ำตามข้อกำหนด
6. ระบบไฟฟ้า: ตรวจครบตั้งแต่สวิตช์และเต้ารับ ไปจนถึงตู้เบรกเกอร์ เบรกเกอร์

ทีม QC ของ AP ตรวจตั้งแต่ตู้ควบคุม การเดินสาย เต้ารับ ระบบตัดไฟรั่ว ไปจนถึงอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อให้ปลอดภัยและพร้อมใช้งาน
1. ตู้ควบคุมไฟฟ้าและงานสายไฟ
- ภายในตู้เมนเบรกเกอร์: ต้องเดินสายอย่างเป็นระเบียบ และมีอุปกรณ์ครบ
- เบรกเกอร์แต่ละตัว: ต้องมีป้ายระบุรายละเอียดวงจรอย่างชัดเจน เพื่อให้ตรวจสอบและควบคุมระบบได้สะดวก
- สายไฟ: ทดสอบความแน่นของสายโดยดึงตรวจบริเวณขั้วเบรกเกอร์ จุดต่อสายต้องแน่นสนิท และต้องไม่มีทองแดงโผล่พ้นขั้ว เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
2. ระบบตัดไฟรั่วและความปลอดภัย
- เต้ารับ: ทำการทดสอบเต้ารับทุกจุดในห้องพัก ด้วยเครื่องทดสอบเฉพาะทาง หากไฟสีแดงติดแสดงว่าสาย Line และ Neutron ปกติ และไฟสีเขียวติดแสดงว่าสาย Line และ Ground เชื่อมต่อกันอย่างถูกต้อง
- ระบบเครื่องทำน้ำอุ่นและระบบไฟฟ้าในห้องครัว: จะต้องทดสอบการทำงานของเครื่องตัดไฟรั่ว (กันดูด) ด้วยปุ่มทดสอบ (Test) เมื่อกดแล้วระบบต้องตัดกระแสไฟตามที่กำหนด หากอุปกรณ์ไม่ทำงาน ต้องแก้ไขและทดสอบใหม่ก่อนปิดงาน
3. ระบบแสงสว่างและอุปกรณ์สื่อสาร
- โคมไฟ: ทุกจุดต้องเปิดติดและทำงานได้ตามสวิตช์ควบคุม แสงต้องสม่ำเสมอ ไม่มีอาการกะพริบ
- สำหรับโครงการที่ใช้สาย Copper Wire: ต้องทดสอบระบบโทรทัศน์และโทรศัพท์ด้วยเครื่องมือเฉพาะ โดยต้องมีไฟแสดงสถานะว่าการเชื่อมต่อเป็นปกติ
- สำหรับโครงการที่โครงการใช้สาย Fiber Optic: ต้องมีเอกสารผลการทดสอบสายประกอบ เพื่อยืนยันความต่อเนื่องและคุณภาพของสัญญาณก่อนส่งมอบ
7. ระบบปรับอากาศ: ทดสอบทั้งอุณหภูมิ เสียง และการระบายน้ำทิ้ง

ทีม QC จะตรวจตั้งแต่ประสิทธิภาพการทำความเย็น ระบบท่อน้ำยาและน้ำทิ้ง ไปจนถึงความแข็งแรงของและการสั่นสะเทือนของอุปกรณ์ เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทุกชุดพร้อมใช้งานได้ตามมาตรฐาน ไม่มีปัญหาน้ำรั่ว เสียงรบกวน หรือแรงสั่นสะเทือนภายหลัง
1. การทดสอบประสิทธิภาพและการรั่วซึม
- การทำความเย็น: เครื่องปรับอากาศทุกเครื่องจะถูกเปิดทดสอบและปรับอุณหภูมิไปที่ระดับต่ำสุด จากนั้นทีม QC จะใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิที่หน้าเครื่องปรับอากาศ หรือแบบเลเซอร์ยิงวัดที่ Fin ซึ่งอุณหภูมิที่วัดได้จะต้องต่ำกว่า 12 องศาเซลเซียส เพื่อยืนยันว่าระบบผ่านเกณฑ์การทำความเย็นเบื้องต้น
- ท่อน้ำยา ท่อน้ำทิ้ง และฉนวน: ชนิดและขนาดของท่อน้ำยาและท่อน้ำทิ้งต้องตรงตามแบบ ส่วนฉนวนต้องหุ้มต่อเนื่องและปิดรอยต่อให้สนิท โดยท่อน้ำยายังต้องผ่านการทดสอบด้วยไนโตรเจนที่แรงดัน 450-500 PSI เป็นเวลา 24 ชั่วโมง และท่อน้ำทิ้งต้องผ่านการทดสอบด้วยระดับน้ำประมาณ 3 เมตร (Calss 8.5) เพื่อยืนยันว่าไม่มีการรั่วซึมหรืออุดตัน
- คอยล์เย็น (FCU) และคอมเพรสเซอร์แอร์ (CDU): ต้องติดตั้งในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่มีรอยเสียหาย พร้อมติดตั้งชุดอุปกรณ์และสปริงลดแรงสั่นสะเทือนอย่างเหมาะสม
- ท่อลมและอุปกรณ์ประกอบ: เช่น Volume Damper, Fire Damper และ Flexible Duct ต้องติดตั้งตามแบบและมาตรฐานความปลอดภัย
- ความเรียบร้อยของรอยต่อ: สำหรับเครื่องปรับอากาศระบบ AHU หรือระบบที่มี Chamber ทีม QC จะตรวจรอยต่อระหว่าง Chamber แต่ละส่วน รอยต่อกับท้องพื้น ช่องท่อและท่อลมที่เจาะผ่าน รวมถึงความสมบูรณ์ของฉนวนทั้งก่อนและหลังปิดฝ้า เพื่อป้องกันช่องว่าง การรั่วของลม และปัญหาที่เข้าซ่อมได้ยากในภายหลัง
8. ระเบียง: ตรวจกันลื่นและทางระบายน้ำให้พร้อมทุกสภาพอากาศ

ระเบียงเป็นพื้นที่ที่ต้องรองรับทั้งฝน ความชื้น เครื่องใช้ไฟฟ้า และงานระบบ ทีม QC จึงตรวจตั้งแต่ความลาดเอียงของพื้น ตำแหน่งระบายน้ำ การจัดวางเครื่องซักผ้าและคอมเพรสเซอร์แอร์ (CDU) ไปจนถึงความแข็งแรงของราวกันตก เพื่อให้พื้นที่ใช้งานได้สะดวกและปลอดภัย
1. มาตรฐานพื้นระเบียงและงานระบบ
- พื้นและระบบระบายน้ำ: พื้นต้องลาดเอียงต่อเนื่องไปยังท่อน้ำทิ้ง (Floor Drain) และไม่เกิดน้ำขัง สำหรับพื้นที่กึ่งภายนอกแบบ Semi-Outdoor ต้องระบุจุดระบายน้ำบนสุดและล่างสุดของพื้นที่ รวมถึงจุดระบายน้ำล้น (Overflow) ให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อห้องพักหรือพื้นที่ส่วนกลางด้านล่าง
- พื้นที่เครื่องซักผ้าและงานระบบ: หากมีเครื่องซักผ้า ช่องเปิดประตูระเบียงต้องกว้างไม่น้อยกว่า 70 ซม. ก๊อกน้ำติดตั้งสูงจากพื้นอย่างน้อย 110 ซม. และเต้ารับต้องสูงกว่าก๊อกอย่างน้อย 20 ซม. กรณีไม่มีเครื่องซักผ้า ก๊อกน้ำควรสูงจากพื้นอย่างน้อย 60 ซม.
2. มาตรฐานการติดตั้งอุปกรณ์และความปลอดภัย
- ตำแหน่งคอมเพรสเซอร์แอร์ (CDU): ต้องยึดบนฐานที่แข็งแรง และเว้นระยะด้านหลังไม่น้อยกว่า 20 ซม. เพื่อระบายอากาศและเข้าซ่อมบำรุงได้สะดวก หากติดตั้งหันข้าง ควรมีหน้ากาก (Grille) ช่วยเบี่ยงทิศทางลมร้อน
- ราวกันตกและงานระบบ: ราวกันตกต้องสูงอย่างน้อย 1.10 เมตร แข็งแรง และไม่มีจุดแหลมหรือช่องที่อาจทำให้เกิดอันตราย ส่วนท่อ Riser และงานระบบต่าง ๆ ต้องติดตั้งให้เป็นระเบียบ ไม่ขวางทางเดิน ไม่กีดขวางจุดซ่อมบำรุง และไม่กระทบต่อโครงสร้างอาคาร
5 จุดตรวจพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อส่งมอบคุณภาพต่อเนื่องตลอดทั้งโครงการ
1. ล็อบบี้ โถงลิฟต์ และทางเดินล็อบบี้ โถงลิฟต์ และทางเดิน

โซนล็อบบี้ โถงลิฟต์ และทางเดิน เป็นจุดที่ลูกบ้านใช้งานและเดินผ่านเป็นประจำ ทีม QC จะตรวจตั้งแต่งานตกแต่ง ระบบประกอบ และความปลอดภัย ดังนี้
- พื้นและบัวต้องได้แนวและไม่สะดุด: พื้นกระเบื้องหรือหินต้องปูตรงตามรูปแบบ ไม่หลุดล่อน หรือเป็นโพรง ร่องยาแนวต้องเต็มและสม่ำเสมอ ส่วนบัวพื้นต้องติดตั้งเรียบสนิท ไม่คด โดยเลือกชนิดและรายละเอียดให้เหมาะกับมาตรฐานของแต่ละแบรนด์ พื้นทางเดินต้องไม่มีน้ำขัง และบริเวณหน้าห้องที่มีความเสี่ยงจากระบบน้ำต้องมีขอบ (Curb) ช่วยป้องกันน้ำไหลออกสู่ทางเดิน
- พรมดักฝุ่นต้องเสมอกับพื้นและไม่มีน้ำขัง: พื้นบริเวณพรมต้องลดระดับให้พอดีกับความหนาของพรม ช่วยให้เดินหรือเข็นกระเป๋าผ่านได้ง่าย พร้อมติดตั้งท่อน้ำทิ้ง (Floor Drain) และระบบระบายน้ำใต้พรม เพื่อป้องกันน้ำและความชื้นสะสม
- ผนัง สี และวอลล์เปเปอร์ต้องเรียบร้อย: ผนังต้องได้ระดับ ผิวเรียบ ไม่เป็นคลื่น และไม่พบรอยแตกร้าว โดยวอลล์เปเปอร์ต้องไม่มีรอยฉีกและฟองอากาศ สำหรับพื้นที่ส่วนกลางจะไม่ใช้สีเงาหรือสีกึ่งเงา เพื่อลดแสงสะท้อนและดูเรียบร้อยมากกว่า
- งานระบบ M&E และระบบความปลอดภัย: กล้อง CCTV อุปกรณ์ระบบไฟฟ้าสื่อสาร และเต้ารับไฟฟ้า ต้องติดตั้งได้อย่างมั่นคงแข็งแรงและใช้งานได้ตามแบบ รวมถึงตู้ดับเพลิง (FHC) และอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยส่วนกลาง เช่น อุปกรณ์ตรวจจับควันไฟ อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน ไฟสำรองฉุกเฉิน (Emergency Light) และป้ายทางหนีไฟ ต้องติดตั้งได้ถูกต้องตามตำแหน่ง
2. บันไดและเส้นทางหนีไฟ

ยกระดับความอุ่นใจด้วยบันไดและเส้นทางหนีไฟ ทีม QC จึงตรวจทั้งพื้นที่หน้าประตู เส้นทางเชื่อมต่อ และระบบไฟฉุกเฉิน เพื่อให้ลูกบ้านอพยพได้สะดวกและปลอดภัยในทุกกรณีฉุกเฉิน
- หน้าประตูต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง: บริเวณทางเข้าบันไดหนีไฟ โดยเฉพาะชั้นจอดรถ ต้องมีพื้นที่ว่างกว้างไม่น้อยกว่า 900 มม. สำหรับประตูชั้นล่างสุดหรือชั้นบนสุดที่เปิดออกด้านนอก ต้องมีพื้นที่ด้านหน้าประตูอย่างน้อย 900 มม. เพื่อให้เปิดบานประตูได้เต็มที่ขณะอพยพ
- ดาดฟ้าต้องเชื่อมต่อกับทางหนีไฟได้สะดวก: อาคารสูงต้องมีบันไดหนีไฟจากชั้นสูงสุดอย่างน้อย 2 บันได โดยแต่ละบันไดต้องอยู่ห่างกันไม่เกิน 60 เมตร เมื่อวัดตามแนวทางเดิน นอกจากนี้ บนดาดฟ้าต้องมีพื้นที่โล่งไม่น้อยกว่า 10×10 เมตร และมีเส้นทางเชื่อมไปยังบันไดหนีไฟทุกจุดโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง
- ไฟฉุกเฉินและป้ายทางออกต้องมองเห็นชัด: ป้ายทางออกฉุกเฉิน และไฟฉุกเฉิน ต้องติดตั้งในตำแหน่ง ความสูง และทิศทางที่ถูกต้อง เมื่อไฟฟ้าดับ ระบบต้องทำงานได้ทันที และแบตเตอรี่สำรองต้องจ่ายไฟต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง หรือ 120 นาที
3. สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และห้องอเนกประสงค์

พื้นที่พักผ่อนและออกกำลังกายต้องรองรับการใช้งานของลูกบ้านจำนวนมาก จึงเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทีม QC ตรวจเช็กตั้งแต่โครงสร้าง วัสดุ ไปจนถึงงานระบบ
- ฟิตเนสต้องมีพื้นรองรับแรงกระแทก: ต้องปูแผ่นยางกันกระแทกหนาไม่น้อยกว่า 50 มม. และออกแบบให้สามารถถอดซ่อมหรือเปลี่ยนเฉพาะส่วนได้ ส่วนพื้นที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง สนามเด็กเล่น และลู่วิ่ง ใช้แผ่นยางหนา 25 มม. จำนวน 2 ชั้น รวมไม่น้อยกว่า 50 มม. หรือใช้พื้นยางสังเคราะห์ EPDM ตามลักษณะกิจกรรม
- สระว่ายน้ำและพื้นที่โดยรอบต้องปลอดภัยและไม่รั่วซึม: โครงสร้างสระต้องผ่านการขังน้ำทดสอบ ก่อนทำระบบกันซึม พร้อมตรวจตำแหน่งท่อที่เตรียมสำหรับวางระบบ (Sleeve) ให้ครบ หลังปูกระเบื้องต้องเติมน้ำตามขั้นตอนที่กำหนด โดยพื้นทางเดินรอบสระต้องเรียบ ได้ระดับ และไม่มีจุดสะดุด มีพื้นที่อาบน้ำกลางแจ้งใกล้สระ ราวบันไดขึ้น-ลงต้องแข็งแรงและไม่มีขอบแหลมคม
- ห้องอเนกประสงค์ต้องเรียบร้อยทั้งงานตกแต่งและระบบ: พื้น บัว และผนังต้องไม่พบรอยแตกร้าวและไม่เห็นรอยต่อ ส่วนเฟอร์นิเจอร์ Built-in ต้องมีวัสดุและขนาดตรงตามแบบ ติดตั้งแข็งแรง พร้อมตรวจไฟส่องสว่าง สวิตช์ เต้ารับ ระบบสื่อสาร พัดลมระบายอากาศ และเครื่องปรับอากาศทำงานได้ตามปกติ
4. ที่จอดรถและทางลาด
ที่จอดรถภายใต้มาตรฐาน AP นอกจากจำนวนช่องจอดที่เพียงพอแล้ว ทีม QC ยังตรวจสอบพื้นที่จอดรถให้มองเห็นได้ชัด สัญจรสะดวก ไม่มีสิ่งกีดขวาง ดังนี้
- กระจกนูนและทางสัญจรต้องมองเห็นชัด: กระจกนูนต้องติดตั้งทั้งบริเวณมุมอับ ทางโค้ง และทางร่วมทางแยก โดยภายในอาคารต้องสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 2.10 เมตร และภายนอกไม่น้อยกว่า 2 เมตร พร้อมหลบแนวท่อและงานระบบ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นรถที่กำลังสวนมาได้ชัดเจน
- พื้นและทางลาดต้องแข็งแรง ไม่มีน้ำขัง: พื้นต้องรองรับน้ำหนักตามที่วิศวกรกำหนด ไม่ยุบตัว แตกร้าว และมีความลาดเอียงให้น้ำไหลลงท่อน้ำทิ้ง (Floor Drain) หรือรางระบายได้ดี การแบ่งรอยต่อพื้นต้องเป็นไปตามแบบ พร้อมตรวจเหล็กเดือย (Dowel Bar) และวัสดุยาแนวรอยต่อให้ครบถ้วน
- ช่องจอดต้องไม่กีดขวางทางเข้าและจุดซ่อมบำรุง: ห้ามวางช่องจอดขวางทางเข้า-ออกอาคาร ประตูหนีไฟ ประตูห้องงานระบบ หากประตูห้องเครื่องอยู่ติดกับพื้นที่จอดรถ ต้องเว้นช่อง Service ไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำเครื่องมือเข้า-ออกและซ่อมบำรุงได้สะดวก
- สีและป้ายต้องช่วยให้ขับขี่ง่าย: พื้นที่จอดรถเลือกใช้สีสว่าง เช่น Brilliant White, Simply White หรือ White Dust เพื่อเพิ่มการมองเห็น พร้อมตรวจเส้นจราจร ที่กั้นล้อรถ ป้ายบอกชั้น ป้ายจำกัดความสูง ไฟฉุกเฉิน และ CCTV ให้ครบ
- จุดชาร์จ EV ต้องวางตำแหน่งเหมาะสม: โครงการที่มี EV Charger กำหนดพื้นที่รองรับรถ EV 2 คันต่อ 1 Station หรือตามความเหมาะสม โดยจำนวนช่องจอด EV คิดเป็น 3% ของจำนวนที่จอดรถตามกฎหมาย และอยู่ใกล้ห้องตู้ไฟฟ้าหลัก (MDB) เพื่อให้เดินสายไฟได้สะดวกและปลอดภัย
5. ภูมิทัศน์และพื้นที่โดยรอบ

ทีม QC จะตรวจตั้งแต่การเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะกับทิศทางแสงและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะบริเวณใกล้อาคาร
- การเลือกพันธุ์ไม้: หลีกเลี่ยงต้นไม้ที่มีรากแผ่กว้าง เช่น ต้นไทรและต้นหูกระจง เพราะอาจกระทบท่อใต้ดิน พื้นทางเดิน และโครงสร้างอาคาร
- พื้นที่ที่ปูหญ้าเทียม: ต้องมีระบบระบายน้ำเพียงพอ ไม่เกิดน้ำขัง
- โคมไฟในสวนและทางเดิน: ต้องเป็นชนิดสำหรับกลางแจ้ง (Outdoor) โดยใช้ระบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) พร้อมหม้อแปลงตามมาตรฐานที่กำหนด
4 จุดตรวจระบบเบื้องหลังอาคารที่ต้องมั่นใจได้ทุกช่วงเวลา
1. ระบบลิฟต์

ทีม QC จะทดสอบลิฟต์ทั้งในภาวะปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฟังก์ชันทำงานได้ดี ในกรณีฉุกเฉินสามารถพาผู้โดยสารออกจากตัวลิฟต์ได้อย่างปลอดภัย
- ฟังก์ชันพื้นฐานต้องทำงานครบ: ตรวจปุ่มกดภายในลิฟต์และหน้าชั้น หน้าจอแสดงตำแหน่ง อุปกรณ์ป้องกันประตูหนีบ โทรศัพท์ฉุกเฉิน สัญญาณเตือน และเสียงแจ้งเมื่อลิฟต์มาถึงชั้น พร้อมทดสอบระบบเตือนน้ำหนักเกินและระบบป้องกันการกดเลือกหลายชั้นโดยไม่จำเป็น
- ตัวลิฟต์และระบบประกอบต้องได้มาตรฐาน: วัสดุตกแต่งภายในต้องตรงตามแบบและข้อกำหนด รวมถึงตรวจระบบระบายอากาศหรือเครื่องปรับอากาศ ระบบวัดความเร็ว และการทำงานร่วมกับ CCTV ระบบควบคุมการเข้า-ออก และระบบเสียงของอาคาร
- ไฟดับหรือเกิดเพลิงไหม้ต้องมีระบบช่วยเหลือ: ระบบฉุกเฉินในลิฟต์ (ARD) ต้องทำงานเมื่อไฟฟ้าขัดข้อง เพื่อช่วยนำลิฟต์ไปจอดยังชั้นที่ระบบกำหนดและเปิดประตูให้ลูกบ้านออกได้ ส่วนเมื่อได้รับสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบ Fire Return ต้องนำลิฟต์กลับไปยังชั้นจอดฉุกเฉินที่กำหนด และหยุดการให้บริการตามปกติ พร้อมตรวจบ่อลิฟต์ อุปกรณ์ความปลอดภัย และแผนช่วยเหลือฉุกเฉินให้ครบ
- ติดตั้งระบบตรวจจับแผ่นดินไหว: Seismic Sensor สามารถตรวจจับคลื่น P-Waves และสั่งให้ลิฟต์เข้าสู่โหมดฉุกเฉิน เคลื่อนไปจอดที่ชั้นใกล้ที่สุดพร้อมเปิดประตูเพื่อให้ลูกบ้านอพยพได้ หากตรวจพบคลื่น S-Waves ที่รุนแรงกว่า ระบบจะหยุดการทำงานหลังพาลูกบ้านออกแล้ว ทั้งนี้ การติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของอาคารและข้อตกลงของแต่ละโครงการ
2. ระบบป้องกันอัคคีภัย
ระบบป้องกันอัคคีภัยต้องทำงานเชื่อมโยงกันอย่างถูกต้อง ทีม QC ได้ตรวจเช็กทั้งอุปกรณ์แจ้งเหตุ ระบบส่งน้ำดับเพลิง ปั๊มน้ำ และไฟฉุกเฉิน เพื่อให้พร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
- ระบบแจ้งเหตุต้องตรวจจับและส่งคำสั่งได้ถูกต้อง: ตรวจเครื่องตรวจจับควัน เครื่องตรวจจับความร้อน ปุ่มกดแจ้งเหตุ และกระดิ่งเตือนภัย เมื่อระบบทำงาน ลิฟต์ต้องกลับไปยังชั้นปลอดภัยที่กำหนด ประตูควบคุมการเข้า-ออกต้องปลดล็อกตามแผนของอาคาร
- ตู้และสายฉีดน้ำดับเพลิงต้องหยิบใช้ได้สะดวก: หน้าตู้ดับเพลิงต้องมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 0.80×0.80 เมตร ภายในตู้ต้องมีสายฉีดน้ำขนาด 1 นิ้ว ยาว 30 เมตร วาล์ว และถังดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งขนาด 15 ปอนด์ โดยสายต้องดึงออกได้สะดวกและไม่มีน้ำรั่วตามข้อต่อ
- ท่อและปั๊มน้ำดับเพลิงต้องรองรับแรงดันได้: ท่อดับเพลิงต้องผ่านการทดสอบด้วยแรงดันไม่น้อยกว่า 250 psi เป็นเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ส่วนห้องปั๊มน้ำดับเพลิงต้องมีระบบสปริงเกอร์ ไฟฉุกเฉิน และทางระบายน้ำ หากเครื่องยนต์ปั๊มหมุนเร็วกว่าปกติ 20% ระบบต้องหยุดเครื่องอัตโนมัติเพื่อป้องกันความเสียหาย
- ไฟฉุกเฉินและป้ายทางออกต้องมองเห็นชัด: ป้ายทางออกต้องติดตั้งในตำแหน่งและทิศทางที่เข้าใจง่าย เมื่อไฟฟ้าดับ ไฟฉุกเฉินและป้ายทางออกต้องทำงานต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง หรือ 120 นาที
3. ระบบไฟฟ้าส่วนกลาง
ระบบไฟฟ้าส่วนกลางทำหน้าที่จ่ายไฟให้พื้นที่และอุปกรณ์สำคัญของอาคาร ทีม QC จะตรวจทั้งระบบจ่ายไฟหลัก หม้อแปลง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
- ตู้ควบคุมไฟฟ้าหลักต้องเรียบร้อยและปลอดภัย: ตรวจขนาดสายไฟและอุปกรณ์ให้ตรงตามแบบ จุดต่อสายต้องแน่น ระบบสายดินและฉนวนไฟฟ้าต้องผ่านการทดสอบ ภายในตู้ต้องสะอาด ไม่มีเศษวัสดุหรือเครื่องมือหลงเหลือ และบริเวณทำงานต้องมีแสงสว่างเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 200 LUX
- หม้อแปลงต้องมีพื้นที่และการระบายอากาศที่เหมาะสม: รอบหม้อแปลงต้องมีพื้นที่ว่างไม่น้อยกว่า 1 เมตร และมีแสงสว่างเฉลี่ย 200 LUX พร้อมตรวจตัวถัง จุดต่อสาย อุปกรณ์เตือนอุณหภูมิ พัดลมระบายความร้อน และรอยรั่วตามชนิดของหม้อแปลง
- เครื่องกำเนิดไฟฟ้าต้องทำงานทันทีเมื่อไฟดับ: ทีม QC จะตรวจเครื่องยนต์ ระบบระบายความร้อน ท่อไอเสีย แบตเตอรี่ และระบบสายดิน จากนั้นจำลองเหตุไฟดับ เพื่อทดสอบสวิตช์ถ่ายโอนไฟอัตโนมัติ และบันทึกเวลาเป็นวินาที ตั้งแต่ไฟดับจนไฟสำรองเริ่มจ่ายให้ระบบฉุกเฉินของอาคาร
4. ระบบสุขาภิบาลและความปลอดภัย
ระบบสุขาภิบาลและความปลอดภัย ช่วยให้อาคารสะอาด ปลอดภัย และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ทีม QC จะตรวจตั้งแต่งานท่อและการบำบัดน้ำ ไปจนถึงกล้องวงจรปิดและระบบสื่อสาร
- ระบบบำบัดน้ำเสียต้องทำงานได้ดี: บ่อบำบัดต้องติดตั้งแน่นหนา พร้อมตรวจระดับฝาปิดบ่อพัก (Manhole) และทางน้ำเข้า-ออกให้ตรงตามแบบ ท่อน้ำโสโครก ท่อน้ำเสีย และท่อระบายอากาศต้องมีขนาดและความลาดเอียงที่เหมาะสม โดยจุดที่อาจเกิดการทรุดตัวต้องมีข้อต่ออ่อนช่วยลดความเสียหายของท่อ ส่วนห้องน้ำรวมชั้น G จะติดตั้งบ่อดักกลิ่นก่อนปล่อยน้ำเข้าสู่ถังบำบัด เพื่อลดกลิ่นย้อนกลับเข้าสู่อาคาร
- กล้องวงจรปิดต้องครอบคลุมและบันทึกภาพได้ต่อเนื่อง: กล้องจะติดตั้งในจุดสำคัญตามแบบของแต่ละโครงการ เช่น ทางเข้า-ออก ล็อบบี้ โถงลิฟต์ ที่จอดรถ สระว่ายน้ำ และฟิตเนส โดยภาพต้องชัด มุมกล้องเหมาะสม มีความต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 15 เฟรมต่อวินาที (15 fps) และเก็บข้อมูลย้อนหลังได้อย่างน้อย 15 วัน
- ระบบประกาศต้องได้ยินชัดทั่วพื้นที่: ต้องตรวจสายสัญญาณ จุดต่อ ไมโครโฟน เครื่องขยายเสียง และลำโพง พร้อมทดสอบว่าเสียงประกาศชัดเจนและครอบคลุมพื้นที่ที่กำหนด
- ไฟแสดงสิ่งกีดขวางต้องพร้อมใช้งาน: สำหรับอาคารสูง ต้องตรวจไฟสัญญาณบนยอดอาคาร จุดต่อสาย และความแข็งแรงของอุปกรณ์ พร้อมทดสอบให้ไฟติดและมองเห็นได้ชัด เพื่อช่วยเตือนอากาศยานให้รับรู้ตำแหน่งของอาคาร ตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทางการบิน
พบจุดบกพร่องแล้วทำอย่างไร? รวมขั้นตอนตรวจ แก้ และตรวจซ้ำก่อนปิดงาน

เมื่อพบจุดบกพร่องที่ต้องแก้ ทีมจาก AP จะดำเนินการตรวจ บันทึก แก้ไข และตรวจซ้ำเป็นระบบตาม AP Checklist ก่อนยืนยันว่า ทุกจุดผ่านมาตรฐานและพร้อมใช้งาน
1. ตรวจสอบและบันทึกผล
ทีม CM ระบุรายการที่ต้องตรวจ จากนั้นทีม QA จะตรวจหน้างาน พร้อมบันทึกตำแหน่ง รายละเอียด และภาพประกอบ เพื่อให้เห็นว่าต้องแก้ไขจุดใด
2. ทบทวนผลการตรวจ
ทีม PM จะร่วมตรวจสอบและลงนามใน Checklist ก่อนที่ทีม CM จะพิจารณาว่างานผ่านเกณฑ์หรือไม่ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนจัดเก็บเอกสารและปิดรายการ
3. ประสานงานและปรับแก้
หากงานยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ทีม CM จะประสานงานกับ PM และผู้เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุป พร้อมจัดทำ Memo เสนอให้ Sub BG ตรวจสอบ และ CBG พิจารณาอนุมัติ จากนั้นผู้รับจ้างจะปรับแก้ Shop Drawing ตามผลที่ได้รับอนุมัติ หากเป็นงานที่ต้องทดสอบการใช้งาน เช่น การรั่วซึม ระบบไฟฟ้า การระบายน้ำ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ จะต้องตรวจและทดสอบซ้ำ
4. ยืนยันผลและจัดเก็บข้อมูล
เมื่อแก้ไขจนผ่านมาตรฐานแล้ว ทีมที่เกี่ยวข้องจะตรวจและลงนามยืนยัน จากนั้น CPI จะเก็บ Checklist และ Memo ไว้ใน Folder BIM360 เพื่อเป็นหลักฐานของโครงการ และนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงมาตรฐานในอนาคต
AP ตอกย้ำมาตรฐานด้วยการตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้ทุกตารางนิ้วพร้อมรองรับการใช้ชีวิตเต็มที่
นอกจากการออกแบบและก่อสร้างที่ใส่ใจในทุกมิติของการอยู่อาศัย ทีม QC คอนโดจาก AP ยังพิถีพิถันในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ ครอบคลุมทั้งภายในห้องพัก พื้นที่ส่วนกลาง และระบบต่าง ๆ ของอาคาร เพื่อให้ทุกพื้นที่พร้อมส่งมอบด้วยความมั่นใจ และพร้อมรองรับการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกช่วงเวลาของชีวิต
ไขคำตอบที่ทำให้ใช้ชีวิตได้เต็มที่ทุกตารางนิ้ว ด้วยคอนโดจาก AP ได้ที่นี่
- รวมแบรนด์คอนโด AP Thai ที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ชีวิตที่ใช่ในทุกฟังก์ชัน
- AP Condo เต็มที่ทุกตารางนิ้ว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
- เจาะลึกนวัตกรรมที่อยู่อาศัยของ AP ที่ทำให้บ้านอยู่สบายขึ้น
- โครงการบ้านและคอนโด AP ดีไหม? รีวิวจริงจากมุมมองลูกบ้าน AP
เอพี ไทยแลนด์ ช่วยเติมเต็มความหมายของชีวิต
เลือกเป็นเจ้าของโครงการบ้าน คอนโด จาก เอพี ไทยแลนด์ เพื่อสร้างชีวิตดี ๆ บนพื้นที่ความสุขที่เราเลือกเอง ไม่ว่าจะเป็น โครงการบ้านเดี่ยวพื้นที่กว้างขวางเป็นส่วนตัว ทาวน์โฮมดีไซน์สวยหรือบ้านแฝดฟังก์ชันใหญ่ คอนโดมิเนียมทำเลติดรถไฟฟ้าเดินทางง่าย และโฮมออฟฟิศพร้อมฟังก์ชันครบครัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ธุรกิจในพื้นที่เดียว เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย
EMPOWER LIVING ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้











