MAIN POINT
- สาเหตุของแอร์เหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว มักเกิดจากความชื้นสะสมร่วมกับฝุ่นจนเกิดเชื้อราและแบคทีเรียภายในเครื่อง รวมถึงการไม่ได้ล้างแอร์เป็นเวลานาน ท่อระบายน้ำอุดตัน หรือมีน้ำขังจนเกิดกลิ่น และการเลือกขนาด BTU ไม่สัมพันธ์กับพื้นที่ ส่งผลให้ควบคุมความชื้นได้ไม่ดีและเกิดกลิ่นอับตามมา
- การแก้ปัญหาแอร์มีกลิ่นอับ กลิ่นเปรี้ยวสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้ระบบทำความสะอาดอัตโนมัติ เปิดโหมดพัดลมเพื่อไล่ความชื้น การใช้เครื่องฟอกอากาศช่วยลดกลิ่นและเชื้อโรค ไปจนถึงการวางถ่านไม้หรือเบกกิ้งโซดาเพื่อดูดซับกลิ่น ควบคู่กับการเปิดหน้าต่างระบายอากาศและหมั่นล้างฟิลเตอร์สม่ำเสมอ แต่หากลองแก้ไขแล้วกลิ่นยังไม่หาย ควรปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
เปิดแอร์แล้วมีกลิ่นเหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว นอกจากสร้างความรำคาญแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพด้วย AP Thai ชวนทำความเข้าใจเกี่ยวกับแอร์เหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว มีสาเหตุเกิดจากอะไร พร้อมวิธีแก้ไข และการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้แอร์กลับมาสะอาด และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง
แอร์เหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว เกิดจากอะไรได้บ้าง?

1. เชื้อราและความชื้นสะสม
ด้วยกลไกการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ทำให้อากาศเย็นลงด้วยการหมุนเวียนสารทำความเย็นและพัดพาความชื้นในอากาศกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ หากระบบระบายไม่ดี น้ำบางส่วนจะค้างอยู่ภายใน เช่น ถาดน้ำทิ้ง แผ่นกรอง หรือคอยล์เย็น เมื่อรวมกับสิ่งสกปรกและสภาพแวดล้อมที่ชื้น จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นอับเมื่อเปิดใช้งาน
2. สิ่งปฏิกูลหรือซากสัตว์
เกิดจากสัตว์ขนาดเล็ก เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก หรือหนู เข้าไปอาศัยหรือทำรังภายในเครื่องหรือตามท่อต่าง ๆ แล้วสัตว์เหล่านี้อาจทิ้งของเสียไว้ หรือบางครั้งอาจติดอยู่ภายในจนตาย กลายเป็นซากเน่าและต้นเหตุของกลิ่นเหม็นที่กระจายออกมาพร้อมลมแอร์ได้
3. ไม่ได้ล้างแอร์มานาน
การไม่ล้างแอร์เป็นเวลานาน ถือเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับ เนื่องจากฝุ่นและสิ่งสกปรกจะสะสมตามจุดต่าง ๆ เช่น แผ่นกรองอากาศ คอยล์เย็น และถาดรองน้ำทิ้ง เมื่อรวมกับความชื้นจะยิ่งก่อให้เกิดกลิ่นได้ง่าย จึงควรล้างทำความสะอาดแอร์เป็นประจำทุก 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้งาน
4. ท่อระบายน้ำอุดตัน
ท่อระบายน้ำทิ้งของแอร์เป็นอีกจุดที่มีโอกาสเกิดปัญหาได้ง่าย เนื่องจากมีความชื้นสะสมอยู่ตลอดเวลา หากท่อมีการอุดตัน มีสิ่งสกปรกสะสม ทำให้น้ำจากถาดรองไม่สามารถระบายออกได้ จนเกิดน้ำขังและเป็นแหล่งสะสมเชื้อราและแบคทีเรีย ส่งผลให้แอร์มีกลิ่นเหม็นอับ
5. น้ำแอร์หยดหรือรั่วภายในห้อง
น้ำแอร์หยดหรือรั่วจากปัญหาท่อระบายน้ำอุดตัน ทำให้น้ำไม่สามารถไหลออกได้จนเกิดการค้างสะสม ความชื้นที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้มีกลิ่นแอร์เหม็นอับตามมา
6. ขนาดของแอร์ไม่สัมพันธ์กับพื้นที่ใช้งาน
การเลือกขนาดแอร์หรือค่า BTU ที่ไม่เหมาะสมกับขนาดห้องก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นอับได้ 2 กรณีคือ
- แอร์มีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับพื้นที่: แอร์จะต้องทำงานหนักและทำความเย็นได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้การควบคุมความชื้นภายในห้องและภายในเครื่องไม่สมบูรณ์
- แอร์ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับพื้นที่: แอร์อาจตัดการทำงานเร็วเกินไปจนลดความชื้นได้ไม่ดี นอกจากเกิดกลิ่นเหม็นอับง่ายแล้ว ยังอาจรู้สึกเหนียวและไม่สบายตัวด้วย
ตารางขนาดแอร์ (BTU) ที่เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน
| ขนาดแอร์ (BTU) | ห้องปกติ | ห้องโดนแดด |
| 9,000 | 12-15 ตารางเมตร | 11-14 ตารางเมตร |
| 12,000 | 16-20 ตารางเมตร | 14-18 ตารางเมตร |
| 18,000 | 24-30 ตารางเมตร | 21-27 ตารางเมตร |
| 21,000 | 28-35 ตารางเมตร | 25-32 ตารางเมตร |
| 24,000 | 32-40 ตารางเมตร | 28-36 ตารางเมตร |
| 28,000 | 38-50 ตารางเมตร | 32-42 ตารางเมตร |
วิธีการแก้ไขเมื่อแอร์มีกลิ่นอับ กลิ่นเปรี้ยว

1. ใช้ระบบทำความสะอาดอัตโนมัติ Self Cleaning
แอร์รุ่นใหม่มักมีฟังก์ชันทำความสะอาดอัตโนมัติ (Self Cleaning) ซึ่งหลังจากกดปิดเครื่อง พัดลมภายในจะยังทำงานต่อด้วยความเร็วต่ำประมาณ 20-30 นาที เพื่อไล่ความชื้นออกจากแผงคอยล์เย็น ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ช่วยลดการสะสมของความชื้น ลดโอกาสเกิดกลิ่นเหม็นอับ
2. เปิดโหมดพัดลมแอร์ไล่กลิ่นอับ
แนะนำให้เปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ก่อนเปิดโหมดพัดลมระดับความแรงของลมสูงสุด ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นโหมดทำความเย็นปกติ หากยังพบกลิ่นลองปรับเป็นโหมดพัดลมต่อจนกว่ากลิ่นจะเบาลง
อีกทั้งโหมดพัดลมยังสามารถลดการสะสมของความชื้นได้ง่าย ๆ โดยก่อนปิดเครื่องควรเปลี่ยนจากโหมดทำความเย็น (Cool) มาเป็นโหมดพัดลม เพื่อไล่ความชื้นประมาณ 10-15 นาที เพื่อช่วยเป่าความชื้นออกจากคอยล์เย็นให้แห้งสนิทก่อนปิดเครื่อง เพราะหากปิดทันที ความชื้นจะยังคงตกค้างภายในและเมื่อรวมกับฝุ่นละออง ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและสาเหตุของกลิ่นแอร์เหม็นอับในอนาคต
3. ใช้เครื่องฟอกอากาศควบคู่กับแอร์
ใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA ซึ่งสามารถดักจับฝุ่น เชื้อรา และอนุภาคขนาดเล็กในอากาศ พร้อมทั้งควรมีแผ่นกรองคาร์บอนแบบเม็ดเพื่อช่วยดูดซับกลิ่นและสารระเหยจากจุลินทรีย์ (MVOCs) โดยเลือกเครื่องที่มีค่า CADR เหมาะสมกับขนาดห้อง และมีอัตราการหมุนเวียนอากาศอย่างน้อย 3 ACH เพื่อให้สามารถลดการสะสมของกลิ่นและปรับคุณภาพอากาศภายในห้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. วางถ่านไม้หรือเบกกิ้งโซดาเพื่อซับกลิ่น
จะกลิ่นอับจากแอร์หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในห้อง สามารถใช้ถ่านไม้ โดยวางประมาณ 3-4 ก้อน นำไปตั้งไว้ตามมุมห้อง หรือจุดที่มีกลิ่นแอร์เหม็นอับสะสม โดยรูพรุนของถ่าน มีคุณสมบัติช่วยดูดซับสารระเหยและกลิ่นได้
ในกรณีที่เป็นกลิ่นเหม็นเปรี้ยว สามารถใช้เบกกิ้งโซดา ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นเบสอ่อน เพียงเทใส่ถ้วยหรือภาชนะปากกว้างแล้ววางไว้ในห้อง และควรเปลี่ยนทุก ๆ ประมาณ 30 วัน เพื่อให้ดูดซับกลิ่นได้ต่อเนื่อง
5. เปิดหน้าต่างให้ระบายกลิ่นออก
การปรับพฤติกรรมหลังปิดแอร์ก็มีส่วนช่วยลดกลิ่นอับได้ โดยเฉพาะการเปิดประตูหรือหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท เนื่องจากการปิดห้องมิดชิดเป็นเวลานานจะทำให้ความชื้นสะสมและเกิดกลิ่นอับได้ง่าย
6. ลองถอดฟิลเตอร์มาทำความสะอาด
แผ่นกรองอากาศหรือฟิลเตอร์เป็นด่านแรกในการดักจับฝุ่นและสิ่งสกปรก หากปล่อยให้สะสมเป็นเวลานานจะเกิดการอุดตันและกลายเป็นแหล่งสะสมของกลิ่นอับได้ง่าย จึงควรถอดออกมาทำความสะอาดด้วยตัวเองทุก ๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยล้างด้วยน้ำและขัดเบา ๆ ด้วยแปรง จากนั้นผึ่งลมให้แห้งสนิทก่อนใส่กลับเข้าไป และควรหลีกเลี่ยงการตากแดดจัด เพราะอาจทำให้วัสดุพลาสติกเสื่อมหรือบิดเบี้ยวได้
7. ปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ
หากลองแก้ไขด้วยสารพัดวิธีแล้ว แอร์ยังคงมีกลิ่นอับ กลิ่นเปรี้ยวอยู่ ควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะอาจจำเป็นต้องล้างแอร์แบบถอดล้างครั้งใหญ่ ตรวจสอบระบบท่อระบายน้ำที่อาจติดตั้งไม่เหมาะสม หรือเช็กความผิดปกติของการทำงานภายในเครื่อง เพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุและป้องกันปัญหาในระยะยาว
ขั้นตอนการล้างแอร์ด้วยตัวเองให้กลิ่นอับหายขาด
1. สับเบรกเกอร์ลงและเปิดฝาหน้าของแอร์

เริ่มต้นด้วยการตัดไฟเพื่อความปลอดภัย จากนั้นเปิดฝาหน้าเครื่องปรับอากาศ ถอดแผ่นกรองอากาศ ฉีดล้างด้วยน้ำเปล่า น้ำสบู่อ่อน ๆ หรือน้ำยาล้างจาน ช่วยทำความสะอาด แล้วใช้แปรงขัดเบา ๆ เพื่อขจัดฝุ่นและคราบสกปรก เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ควรผึ่งแผ่นกรองในที่ร่มให้แห้งสนิท หลีกเลี่ยงการตากแดดจัด เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของวัสดุ
2. ทำความสะอาดถาดรองน้ำทิ้ง

จากนั้นถอดถาดรองน้ำทิ้งออกมาทำความสะอาด สำหรับกรณีที่สามารถถอดได้ ให้ล้างเมือกและคราบสกปรกด้วยน้ำยาล้างจาน ใช้แปรงขัดเบา ๆ ให้สะอาดหมดจด หากไม่สามารถถอดถาดออกได้ แนะนำให้ใช้หัวฉีดน้ำแบบงอค่อย ๆ ฉีดล้างคราบสกปรกออกให้ทั่วถึง ก่อนใช้เครื่องเป่าลม เป่าไล่น้ำออกจากชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้แห้งสนิท เพื่อช่วยลดความชื้นภายในเครื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดเชื้อราและกลิ่นอับ
3. ทำความสะอาดคอยล์เย็น

เริ่มจากทำความสะอาดคอยล์ด้านใน โดยใช้แปรงขนนุ่มปัดจากบนลงล่าง เพื่อขจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกชิ้นใหญ่ หรือสามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นช่วยแทนได้
จากนั้นทำความสะอาดคอยล์ด้านนอก (คอยล์ร้อน) โดยถอดฝาครอบด้านบนและด้านข้างออก แล้วดูดฝุ่นหรือเศษสกปรกรอบ ๆ เครื่องให้สะอาด พร้อมใช้น้ำยาล้างคอยล์ ฉีดทำความสะอาดบริเวณฟินของคอยล์ และล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพื่อกำจัดฝุ่นและคราบที่ตกค้าง
4. ประกอบชิ้นส่วนเข้ากับตัวแอร์

เมื่อทำความสะอาดและผึ่งอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ถอดออกมาล้างจนมั่นใจว่าแห้งสนิทแล้ว โดยเฉพาะบริเวณขั้วไฟฟ้าและบอร์ด จากนั้นให้ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ กลับเข้าที่เดิมอย่างถูกต้อง พร้อมตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนเปิดใช้งานอีกครั้ง
5. เปิดแอร์ในโหมดพัดลม ปรับอุณหภูมิที่ 24 องศาเซลเซียส

แนะนำให้เปิดแอร์ในโหมดพัดลม หรือปรับอุณหภูมิประมาณ 24 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ประมาณ 45-60 นาที เพื่อช่วยไล่ความชื้นและทำให้คอยล์เย็นแห้งสนิท ลดโอกาสการเกิดกลิ่นอับในภายหลัง
ถ้าล้างแอร์แล้ว กลิ่นยังไม่หายควรทำอย่างไรต่อไป?

ถ้าล้างแอร์แล้วแต่กลิ่นอับยังไม่หาย แนะนำให้ล้างใหญ่แบบถอดล้างทั้งเครื่อง โดยช่างผู้เชี่ยวชาญ เพราะบางจุดต้องถอดลึกถึงมอเตอร์และใบพัด รวมถึงต้องตรวจสอบระบบภายในอย่างละเอียด
วิธีป้องกันปัญหาแอร์เหม็นอับ เหม็นเปรี้ยว

1. หมั่นทำความสะอาดฟิลเตอร์กรองฝุ่น
แผ่นกรองอากาศเป็นส่วนที่ดักจับฝุ่นละออง หากปล่อยให้สกปรกสะสม จะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อราและแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นอับ ควรถอดล้างทุก 2-4 สัปดาห์
2. คอยล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือน
ควรล้างแอร์เป็นประจำ ทุก ๆ 6 เดือน เพื่อกำจัดฝุ่น คราบสกปรก และเชื้อจุลินทรีย์ที่สะสมอยู่ภายใน ช่วยให้แอร์สะอาด ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. ตรวจสอบท่อระบายและถาดน้ำทิ้ง
ระบบระบายน้ำทิ้งมีหน้าที่สำคัญในการนำความชื้นออกจากเครื่อง หากท่ออุดตันหรือถาดรองน้ำมีน้ำขัง จะทำให้เกิดเมือก ตะไคร่ และกลิ่นเหม็นอับได้ง่าย ควรหมั่นตรวจสอบและทำความสะอาดอยู่เสมอ
4. เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่เหมาะสม
การตั้งอุณหภูมิต่ำเกินไปเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดความชื้นสะสมภายในเครื่องมากขึ้น แนะนำให้ตั้งอุณหภูมิประมาณ 25-27 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมทั้งต่อการใช้งานและช่วยลดโอกาสเกิดกลิ่นอับ
5. พยายามลดความอับชื้นภายในห้อง เปิดหน้าต่างระบายอากาศ
สภาพแวดล้อมภายในห้องก็มีผลต่อการเกิดกลิ่นในแอร์ หากห้องอับชื้นหรือไม่มีการระบายอากาศ ความชื้นจะถูกดูดเข้าสู่เครื่องและสะสมภายใน ควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศเป็นระยะ หรือใช้พัดลมช่วยหมุนเวียนอากาศ
เอพีไทยแลนด์ ช่วยเติมเต็มความหมายของชีวิต
เลือกเป็นเจ้าของโครงการบ้าน คอนโด จาก เอพีไทยแลนด์ เพื่อสร้างชีวิตดี ๆ บนพื้นที่ความสุขที่เราเลือกเอง ไม่ว่าจะเป็น โครงการบ้านเดี่ยวพื้นที่กว้างขวางเป็นส่วนตัว ทาวน์โฮมดีไซน์สวยหรือบ้านแฝดฟังก์ชันใหญ่ คอนโดมิเนียมทำเลติดรถไฟฟ้าเดินทางง่าย และโฮมออฟฟิศพร้อมฟังก์ชันครบครัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ธุรกิจในพื้นที่เดียว เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย
EMPOWER LIVING ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้











