Main Point
- AP เลือกใช้ท่อให้เหมาะกับแต่ละระบบ โดยท่อ PVC ใช้แบรนด์ท่อน้ำไทยหรือแบรนด์ SCG ใช้ชั้น 13.5 สำหรับน้ำดี ชั้น 8.5 สำหรับน้ำทิ้ง-โสโครก และชั้น 5 สำหรับท่ออากาศ ส่วนระบบน้ำอุ่น-น้ำร้อนใช้ท่อ PPR จาก SCG หรือ Thai PPR แบบ SDR 11 (PN10) และ SDR 6 (PN20) ขณะที่ท่อเมนใต้ดินใช้ HDPE PN10 มาตรฐาน มอก. 982-2533 ควบคู่กับการควบคุมความลาดเอียงท่อน้ำทิ้ง 1:100 และทดสอบการอุดตันด้วยลูกปิงปอง
- ก่อนปิดฝ้า ปูกระเบื้อง และส่งมอบบ้าน ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก AP จะทดสอบระบบน้ำทั้ง Water Pressure Test เพื่อดูว่าท่อน้ำดีและน้ำร้อนสามารถรับและรักษาแรงดันได้ตามเกณฑ์ และ Leak Test เพื่อตรวจหารอยรั่วตามรอยต่อ ข้องอ วาล์ว รวมถึงระบบน้ำทิ้งด้วยวิธีขังน้ำ หากพบความผิดปกติ ทีม AP จะเข้าจัดการแก้ไขจุดที่มีปัญหาและทดสอบซ้ำจนผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
ด้วยความเข้าใจว่าระบบน้ำส่งผลโดยตรงต่อการใช้งาน กลิ่นภายในบ้าน และค่าใช้จ่ายในระยะยาว AP จึงให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกท่อให้เหมาะกับแต่ละระบบ การทดสอบ Water Pressure Test และ Leak Test ก่อนปิดผิวงาน ไปจนถึงการตรวจซ้ำ 7 จุดใช้งานสำคัญ เพื่อเช็กแรงดัน รอยรั่ว การระบายน้ำ และความพร้อมของบ้านก่อนส่งมอบจึงให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกท่อให้เหมาะกับแต่ละระบบ การทดสอบ Water Pressure Test และ Leak Test ก่อนปิดผิวงาน ไปจนถึงการตรวจซ้ำ 7 จุดใช้งานสำคัญ เพื่อเช็กแรงดัน รอยรั่ว การระบายน้ำ และความพร้อมของบ้านก่อนส่งมอบ
มาตรฐานระบบน้ำบ้าน AP ให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกประเภทท่อให้เหมาะกับการใช้งาน

1. ท่อ PVC สำหรับใช้งานทั่วไป
ท่อ PVC สีฟ้า เหมาะสำหรับระบบน้ำดี ระบบน้ำทิ้ง ท่อโสโครก และท่อระบายอากาศภายในบ้าน โดย AP เลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์คุณภาพอย่างท่อน้ำไทยและปูนซีเมนต์ไทย (SCG) ซึ่งแบ่งชั้นคุณภาพตามประเภทของระบบและตามประเภทการใช้งาน พร้อมเลือกขนาดและลักษณะของท่อตามที่กำหนดไว้ในแบบก่อสร้าง
- ท่อน้ำประปา: ใช้ท่อ PVC ชั้น 13.5 เพื่อรองรับแรงดันน้ำ
- ท่อน้ำทิ้งและท่อโสโครก: ใช้ท่อ PVC ชั้น 8.5
- ท่อระบายอากาศ: ใช้ท่อ PVC ชั้น 5
2. ท่อ PPR สำหรับระบบน้ำอุ่นและน้ำร้อน
ท่อ PPR เหมาะสำหรับแนวท่อน้ำอุ่นและน้ำร้อนภายในบ้าน โดย AP เลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ชั้นนำอย่างตราช้าง (SCG) และ Thai PPR พร้อมเลือกอุปกรณ์ประกอบตามมาตรฐานของผู้ผลิต เพื่อให้ระบบท่อและจุดเชื่อมต่อเหมาะกับลักษณะการใช้งาน
- ระบบน้ำอุ่น: ใช้ท่อ PPR แบบ SDR 11 (PN10)
- ระบบน้ำร้อน: ใช้ท่อ PPR แบบ SDR 6 (PN20)
3. ท่อ HDPE สำหรับระบบเดินน้ำจากภายนอกและใต้ดิน
ท่อ HDPE เหมาะสำหรับแนวท่อเมนที่ส่งน้ำจากภายนอกเข้าสู่ตัวบ้านและแนวท่อที่ฝังใต้ดิน โดย AP เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ท่อที่ได้มาตรฐาน มอก. 982-2533 พร้อมอุปกรณ์ข้อต่อคุณภาพสูงของ T.A.P. หรือ AGRU ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องความยืดหยุ่น ความทนทานต่อแรงกระแทก ท่อประเภทนี้จึงเหมาะกับงานใต้ดินและบริเวณที่ต้องรองรับการเคลื่อนตัว ช่วยลดความเสี่ยงที่แนวท่อจะเสียหายจากการทรุดตัวของดินและอาคาร
- ท่อเมนประปา: ใช้ท่อ HDPE ชนิด PN 10
มาตรฐานการเดินท่อจาก AP ที่ช่วยให้ระบายน้ำได้ดี และลดโอกาสกลิ่นย้อน

นอกจากการเลือกประเภทท่อให้เหมาะกับการใช้งานแล้ว การวางแนวท่อก็มีผลต่อประสิทธิภาพของระบบน้ำทิ้งเช่นกัน ทีม AP จึงควบคุมทั้งทิศทาง ความลาดเอียง และการยึดท่อให้เป็นไปตามแบบ เพื่อให้น้ำระบายได้อย่างต่อเนื่อง ลดโอกาสเกิดน้ำขัง สิ่งตกค้าง และการอุดตันภายในท่อ
1. ความลาดเอียงของท่อน้ำทิ้ง
ท่อน้ำทิ้งต้องวางให้ลาดไปยังจุดระบายในทิศทางที่ถูกต้อง เพื่อให้น้ำไหลได้ต่อเนื่องและลดการสะสมของตะกอน โดย AP กำหนดไว้ดังนี้
- ท่อน้ำทิ้ง: ความลาดเอียง 1:100 หรือระดับท่อลดลงประมาณ 1 ซม. ต่อความยาว 1 เมตร
- ท่อโสโครก: ความลาดเอียงไม่น้อยกว่า 1:100 และไม่มากกว่า 1:50
หากท่อลาดเอียงน้อยเกินไป น้ำอาจไหลช้าและเกิดสิ่งตกค้าง แต่หากท่อโสโครกลาดชันเกินไป น้ำอาจไหลเร็วกว่าสิ่งปฏิกูลและทิ้งตะกอนไว้ภายในท่อ ทีม AP จึงต้องตรวจทั้งระดับ ทิศทาง และป้องกันไม่ให้แนวท่อลาดย้อนทางก่อนปิดผิวงาน
2. เทคนิคการเดินท่อในบ่อพักดักกลิ่นที่คิดเผื่อลูกบ้าน
AP ออกแบบระบบการเดินท่อภายในบ่อพักดักกลิ่นอย่างพิถีพิถัน เพื่อบล็อกกลิ่นและคิดเผื่อไปถึงการทำความสะอาดในอนาคต
- กำหนดระดับท่อเข้าและท่อออก: ท้องท่อทั้งสองฝั่งจะอยู่ในระดับเดียวกัน และสูงจากพื้นบ่อประมาณ 10-15 ซม. โดยระยะจริงขึ้นอยู่กับความลาดเอียงของแนวท่อ
- ติดตั้งข้องอฝั่งท่อเข้าแบบหงายขึ้น: ท่อที่รับน้ำทิ้งจากภายในบ้านจะใส่ข้องอ 90 องศาโดยหันปลายขึ้น และไม่ทากาว เพื่อให้สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ในอนาคต
- ติดตั้งข้องอฝั่งท่อออกแบบคว่ำลง: ฝั่งท่อออกจะใส่ข้องอ 90 องศาโดยหันปลายลง เพื่อช่วยสร้างแนวกั้นน้ำ ลดโอกาสที่กลิ่นจากท่อจะย้อนกลับเข้าสู่บ้าน
3. การยึดท่อและระยะห่างของ Hanger
การยึดท่ออย่างเหมาะสมช่วยป้องกันท่อแอ่น เคลื่อนตัว หรือสร้างแรงกดบริเวณข้อต่อ ซึ่งอาจส่งผลต่อการไหลและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายในระยะยาว AP จึงกำหนดระยะติดตั้งแคลมป์และแฮงเกอร์ให้เหมาะกับท่อแต่ละประเภท ดังนี้
- ท่อประปาที่เดินแนบคาน: ยึดด้วยแคลมป์ PVC ทุกระยะไม่เกิน 1 เมตร พร้อมเพิ่มจุดยึดบริเวณข้องอและข้อต่อ
- ท่อประปาใต้พื้นชั้นบน: ติดตั้งแฮงเกอร์ตัวแรกห่างจากข้องอไม่เกิน 15 ซม. และตัวถัดไปห่างกันไม่เกิน 1 เมตร
- ท่อโสโครกใต้พื้นชั้นบน: ติดตั้งแฮงเกอร์ตัวแรกห่างจากข้องอไม่เกิน 30 ซม. และตัวถัดไปห่างกันไม่เกิน 1.50 เมตร
- ท่อใต้พื้นชั้นล่าง: ท่อประปา ท่อน้ำทิ้ง และท่อโสโครกต้องมีแฮงเกอร์คล้องรอบท่อและยึดกับเหล็กโครงสร้างก่อนเทคอนกรีต โดยตัวแรกอยู่ห่างจากข้องอไม่เกิน 30 ซม. และตัวถัดไปห่างกันไม่เกิน 1.50 เมตร
AP ทดสอบอย่างไรว่าท่อน้ำทิ้งไม่ตัน?

หลังติดตั้งแนวท่อน้ำทิ้ง ทีม AP จะตรวจสอบทั้งทิศทางการไหล ความลาดเอียง และสิ่งกีดขวางภายในท่อด้วยการทดสอบลูกปิงปอง โดยทีม AP จะถอดข้องอ 90 องศาที่บ่อพักดักกลิ่นออก แล้วหย่อนลูกปิงปองลงในท่อน้ำทิ้งจากจุดต้นทาง พร้อมปล่อยน้ำตามในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นจึงตรวจที่ปลายท่อบริเวณบ่อพัก
- กรณีที่ผ่าน: หากลูกปิงปองไหลตามน้ำออกมาได้ ถือว่าแนวท่อในช่วงที่ทดสอบไม่มีสิ่งกีดขวางที่ขัดขวางการไหล ทิศทางการระบายน้ำและความลาดเอียงได้มาตรฐาน
- กรณีที่ไม่ผ่าน: หากไม่มีลูกปิงปองไหลออกมา ทีม AP จะตรวจหาจุดอุดตันและความผิดปกติของแนวท่อ ก่อนแก้ไขและทดสอบซ้ำอีกครั้ง
Water Pressure Test การทดสอบแรงดันน้ำ ยืนยันความแกร่งของระบบท่อ

Water Pressure Test หรือวิธีการทดสอบแรงดันน้ำ (Hydrostatic Pressure Test) คือ การทดสอบระบบท่อและรอยต่อด้วยการอัดน้ำให้ได้แรงดันตามที่กำหนด แล้วติดตามว่าระบบสามารถรักษาแรงดันไว้ได้หรือไม่ หากพบว่าแรงดันลดลงหรือมีน้ำรั่วซึม ทีมช่างจะตรวจหาสาเหตุ แก้ไข และทดสอบซ้ำให้เรียบร้อยก่อนปิดฝ้า ปูกระเบื้อง หรือทำงานตกแต่ง ช่วยลดความเสี่ยงที่จะต้องรื้อผิวงานเพื่อซ่อมแซมภายหลัง
ขั้นตอนการทดสอบ Water Pressure Test
- ติดตั้งและเชื่อมต่อระบบท่อตามแบบ: ตรวจสอบการเดินท่อและการเชื่อมต่อตามแบบก่อสร้างให้ครบถ้วนก่อนเริ่มทดสอบ
- อุดปลายท่อทุกจุด: ใช้ปลั๊กอุดปลายท่อประปาให้ระบบปิดสนิท โดยเหลือจุดสำหรับเชื่อมต่อเครื่องวัดแรงดันน้ำไว้ 1 จุด
- เตรียมจุดเชื่อมต่อเครื่องวัดแรงดัน: เชื่อมต่อเกจวัดแรงดันน้ำ (Water Pressure Gauge) เข้ากับระบบ เพื่อใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของแรงดันตลอดการทดสอบ
- อัดน้ำเข้าสู่ระบบตามแรงดันที่กำหนด: ท่อ PVC ทดสอบด้วยแรงดันน้ำ 100 PSI ส่วนท่อ PPR สำหรับระบบน้ำร้อนทดสอบด้วยแรงดัน 145 PSI
- รักษาแรงดันไว้ตามระยะเวลาทดสอบ: ท่อ PVC ใช้เวลาทดสอบ 2 ชั่วโมง ขณะที่ท่อ PPR สำหรับระบบน้ำร้อนใช้เวลา 15 นาที
- ตรวจค่าแรงดันและรอยต่อทั้งหมด: ระหว่างการทดสอบ ค่าแรงดันต้องไม่ตก พร้อมตรวจรอยต่อ ข้องอ และจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ ว่ามีน้ำรั่วซึมหรือไม่ หากพบความผิดปกติ ต้องตรวจหาสาเหตุ แก้ไข และทดสอบซ้ำ
- บันทึกผลก่อนอนุญาตให้ปิดฝ้าหรือปูกระเบื้อง: เมื่อผ่านการทดสอบโดยค่าแรงดันไม่ตกตามที่กำหนด หากผ่านจะมีการบันทึกผลการทดสอบก่อนปูกระเบื้องหรือปิดฝ้าเพดาน เพื่อให้สามารถเข้าถึงและแก้ไขแนวท่อได้โดยไม่ต้องรื้องานตกแต่งภายหลัง
Leak Test การตรวจหารอยรั่วในจุดที่มีความเสี่ยง

Leak Test คือ การตรวจหารอยรั่วตามจุดที่มีการเชื่อมต่อหรือควบคุมการไหลของน้ำ โดยเฉพาะ 3 จุดหลัก คือ รอยต่อท่อ ข้อต่อและข้อศอกสำหรับเปลี่ยนทิศทางการไหลของท่อน้ำ รวมถึงวาล์ว โดยทีม AP จะตรวจทั้งขณะเปิดใช้น้ำและหลังปิดใช้งาน พร้อมสังเกตคราบน้ำ ความชื้น น้ำหยดในบริเวณที่มีโอกาสเกิดการรั่ว เพื่อให้แก้ไขได้ก่อนปิดผิวงานและส่งมอบบ้าน
ขั้นตอนการทดสอบรอยรั่วของระบบน้ำ ด้วย Leak Test
- ระบบน้ำดีและระบบน้ำร้อน: ตรวจด้วยการอัดแรงดันตามขั้นตอน Water Pressure Test โดยค่าแรงดันต้องไม่ตก และต้องไม่พบการรั่วซึม โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อ ข้อต่อ และวาล์ว
- ระบบระบายน้ำทิ้ง: ปิดปลายท่อทั้งหมดและขังน้ำไว้ในระบบเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างการทดสอบต้องไม่พบการไหลซึมตามรอยต่อต่าง ๆ
หากพบการรั่วซึม ทีม AP จะตัดต่อและเปลี่ยนข้อต่อบริเวณที่มีปัญหา จากนั้นทดสอบระบบซ้ำด้วยวิธีเดิม เมื่อไม่พบการรั่วซึมจึงถือว่าผ่านการทดสอบและสามารถดำเนินงานในขั้นต่อไปได้
7 ระบบใช้งานหลักที่ AP ตรวจระบบน้ำก่อนส่งมอบบ้าน
1. มิเตอร์น้ำ

ก่อนส่งมอบบ้าน ทีม AP จะตรวจสอบทั้งการติดตั้งและการทำงานของมิเตอร์น้ำประปา พร้อมทดสอบหารอยรั่วในระบบ ดังนี้
- ตรวจสอบการติดตั้ง: มิเตอร์ต้องอยู่ในตำแหน่งและทิศทางที่ถูกต้อง รวมถึงไม่มีรอยรั่วบริเวณข้อต่อและวาล์ว
- ตรวจสอบการทำงาน: ตัวเลขบนมิเตอร์เปลี่ยนแปลงถูกต้องเมื่อมีการเปิดใช้น้ำภายในบ้าน
- ทดสอบระบบท่อ: ปิดก๊อกและจุดใช้น้ำทุกจุด โดยยังเปิดระบบจ่ายน้ำตามปกติ แล้วสังเกตหน้าปัดของมิเตอร์ หากหน้าปัดหรือเข็มยังเคลื่อนไหว อาจเป็นสัญญาณว่ามีน้ำไหลหรือมีจุดรั่วซึมอยู่ในระบบ ทีม AP จะตรวจหาสาเหตุ แก้ไข และทดสอบซ้ำอีกครั้ง
2. ก๊อกน้ำและวาล์วทุกจุด

ทีม AP จะทดสอบการเปิด-ปิดของก๊อกและวาล์วทุกจุด เพื่อตรวจสอบการไหลของน้ำและอุปกรณ์ พร้อมตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ในแต่ละจุด ดังนี้
- ตรวจสอบก๊อกและวาล์ว: น้ำไหลได้อย่างสม่ำเสมอ มีแรงดันเหมาะสม และอุปกรณ์ทำงานได้ตามปกติ พร้อมตรวจหารอยรั่วซึมบริเวณฐานก๊อก เกลียว ข้อต่อ และสายเชื่อมต่อ ทั้งขณะเปิดใช้น้ำและหลังปิดใช้งาน โดยเมื่อปิดก๊อกหรือวาล์วแล้ว อุปกรณ์ต้องปิดได้สนิทและไม่พบอาการน้ำหยด รั่วซึม
- เลือกข้อต่อให้แข็งแรง: ข้อต่อที่เชื่อมกับก๊อกน้ำและท่อน้ำดีต้องใช้เกลียวในทองเหลืองตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานบริเวณจุดเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ต้องระมัดระวังเรื่องการรั่วซึม
- ติดตั้งวาล์วเปิด-ปิดน้ำ (Stop Valve): สายชำระ ก๊อกอ่างล้างหน้า สายน้ำดีของชักโครก และก๊อกอ่างล้างจาน ต้องติดตั้ง Stop Valve ชนิดบอลวาล์วตามจุดที่กำหนด เพื่อให้ง่ายต่อการซ่อมแซม
- เลือกใช้อุปกรณ์ตามมาตรฐาน: วาล์วกันกลับ (Check Valve) ใช้ผลิตภัณฑ์ของ SANWA ส่วนวาล์วกันกลับ (Check Valve) สำหรับระบบน้ำอุ่น-น้ำร้อนใช้ KITZ ขณะที่ก๊อกสนามใช้ผลิตภัณฑ์ของ SANWA หรือ AZUMA ตามมาตรฐานที่กำหนด
3. ชักโครก

ชักโครกเป็นสุขภัณฑ์ที่ทีม AP ตรวจสอบทั้งระบบจ่ายน้ำ การระบาย และรอยต่อก่อนส่งมอบ ดังนี้
- ตรวจสอบการติดตั้งและการทำงาน: ตรวจสอบความเรียบร้อยของการติดตั้งชักโครกและอุปกรณ์ พร้อมทดสอบการกดชำระล้างว่าน้ำไหลลงโถได้อย่างเหมาะสม ระบบดูดและระบายทำงานได้ตามปกติ รวมถึงถังพักน้ำสามารถเติมน้ำกลับและหยุดจ่ายได้ตามระดับที่กำหนด
- ตรวจระยะและความมั่นคงของการติดตั้ง: วัดระยะจากผนังถึงจุดศูนย์กลางท่อโสโครกให้ตรงตามแบบและรุ่นสุขภัณฑ์ ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 27-30.5 ซม. เพื่อให้ตัวโถเชื่อมต่อกับท่อได้พอดี เปิดฝาได้เต็มที่ และติดตั้งได้แน่นสนิท พร้อมตรวจระดับและความเรียบร้อยของวัสดุยาแนวรอบฐานก่อนส่งมอบบ้าน
- ตรวจสอบการรั่วซึมทุกจุด: เติมน้ำเข้าสู่ถังพักและตรวจเช็กรอยรั่วอย่างละเอียด ทั้งบริเวณยางรองถังพัก จุดต่อสายน้ำดี วาล์วน้ำเข้า และรอยต่อระหว่างถังพักกับตัวโถสุขภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่พบอาการน้ำหยด น้ำซึมหลังติดตั้ง
- ตรวจระบบลูกลอยและวาล์วน้ำ: ตรวจสอบว่าก้านลูกลอยเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ควบคุมระดับน้ำได้ตามขีดมาตรฐาน และหยุดจ่ายน้ำได้สนิท ก่อนติดตั้งอุปกรณ์ ทีม AP จะปล่อยน้ำไล่เศษตะกอนในท่อ เพื่อลดความเสี่ยงที่สิ่งสกปรกจะเข้าไปติดลิ้นวาล์วและทำให้น้ำไหลลงโถสุขภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง
4. อ่างล้างหน้าและอ่างล้างจาน

สำหรับอ่างล้างหน้าและอ่างล้างจาน ทีม AP ตรวจสอบทั้งระบบจ่ายน้ำและระบบระบายน้ำ รวมถึง ความเรียบร้อยของอ่างและอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ ดังนี้
- ทดสอบระบบจ่ายน้ำ: ปิดก๊อกเพื่อเช็กว่าน้ำไหลสม่ำเสมอ มีแรงดันเหมาะสม และระบายออกได้รวดเร็วโดยไม่มีน้ำขัง
- ทดสอบการกักน้ำและตรวจรอยรั่ว: อุดสะดืออ่างล้างหน้า แล้วเปิดน้ำจนถึงรูน้ำล้นประมาณ 1 นาที เพื่อตรวจรอยต่อและท่อน้ำทิ้งใต้ตัวอ่าง จากนั้นปิดก๊อกและขังน้ำไว้อีกประมาณ 5 นาที เพื่อตรวจเช็กว่าสะดืออ่างกักน้ำได้สนิท ไม่รั่วซึม
- ทดสอบการระบายน้ำ: หลังการกักน้ำ จะเปิดสะดืออ่างล้างหน้าและปล่อยน้ำออกทั้งหมด เพื่อตรวจว่าน้ำระบายได้รวดเร็ว ต่อเนื่อง และไม่มีอาการไหลช้าหรืออุดตัน
- ตรวจระบบบ่อดักไขมัน: ตรวจทิศทางการไหลและระดับน้ำภายในบ่อ โดยน้ำทิ้งจากอ่างล้างจานต้องไหลผ่านบ่อดักไขมันก่อนระบายออก และหลังการทดสอบต้องไม่มีน้ำท่วมขังเหนือตะแกรงดักเศษอาหาร
- ตรวจความแข็งแรงของการติดตั้ง: ตัวอ่างและฐานรองต้องได้ระดับ แนบสนิท แข็งแรง และไม่โยกคลอน จุดยึดต้องใช้พุกพลาสติกหรือพุกเหล็กตามขนาดที่ผู้ผลิตกำหนด โดยไม่ใช้เศษไม้ตอกอัดแทนพุก
5. ฝักบัวและสายชำระ

ทีม AP ตรวจสอบตั้งแต่ความสม่ำเสมอของน้ำ การทำงานของวาล์ว ความแข็งแรงของที่แขวน ไปจนถึงรอยรั่วบริเวณเกลียว ข้อต่อ สายอ่อน และหัวฉีด ดังนี้
- ทดสอบแรงดันและตรวจรอยรั่ว: เปิดน้ำเพื่อตรวจสอบว่าแรงดันเหมาะสม น้ำไหลต่อเนื่อง และไม่มีสิ่งสกปรกอุดตัน พร้อมตรวจบริเวณฐานก๊อก เกลียว ข้อต่อ สายอ่อน และหัวฉีด เมื่อปิดวาล์วแล้วต้องปิดได้สนิทและไม่พบอาการน้ำหยดหรือรั่วซึม
- เลือกข้อต่อและวาล์วให้เหมาะสม: ข้อต่อระหว่างก๊อกน้ำกับท่อน้ำดีต้องใช้เกลียวในทองเหลืองตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของจุดเชื่อมต่อ
- รองรับระบบน้ำอุ่นและน้ำร้อน: จุดใช้งานน้ำอุ่นเลือกใช้ท่อ PPR แบบ SDR 11 ส่วนระบบน้ำร้อนใช้แบบ SDR 6 และหากมีวาล์วกันกลับ (Check Valve) ในระบบน้ำอุ่น-น้ำร้อน จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของ KITZ ตามมาตรฐานที่กำหนด
- ตรวจความแข็งแรงและความเรียบร้อย: ที่แขวนฝักบัวและอุปกรณ์ที่ต้องยึดกับผนังต้องเจาะนำร่องและติดตั้งด้วยพุกพลาสติกหรือพุกเหล็กตามขนาดที่ผู้ผลิตแนะนำ ไม่ใช้ตะปูหรือเศษไม้ตอกอัดแทนพุก หลังติดตั้งอุปกรณ์ต้องแข็งแรง ไม่โยก และไม่พบรอยถลอกหรือความเสียหาย
6. ตะแกรงระบายน้ำทิ้ง (Floor Drain) และระบบดักกลิ่น

ตะแกรงระบายน้ำทิ้ง (Floor Drain) เป็นจุดรับน้ำจากพื้นห้องน้ำที่ต้องระบายได้รวดเร็วและต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ระบบดักกลิ่นต้องช่วยป้องกันกลิ่นจากท่อไหลย้อนเข้าสู่ภายในบ้าน ทีม AP จึงตรวจสอบทั้งการไหลของน้ำ ระดับการติดตั้ง ความแน่นของรอยต่อ และการทำงานของระบบดักกลิ่นก่อนส่งมอบบ้าน ดังนี้
- ตรวจการระบายน้ำบริเวณตะแกรงระบายน้ำทิ้ง (Floor Drain): ทดสอบด้วยการปล่อยน้ำบนพื้นว่าน้ำไหลเข้าสู่ท่อน้ำทิ้งได้สะดวก ไม่เอ่อล้น ระบายช้า หรือขังอยู่รอบตะแกรง พร้อมตรวจว่าท่อน้ำทิ้งติดตั้งได้ระดับและแนบกับพื้นอย่างเรียบร้อย
- ตรวจระบบบ่อพักดักกลิ่น: น้ำทิ้งจากอ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ ตะแกรงระบายน้ำทิ้ง (Floor Drain) และเครื่องซักผ้าจะไหลเข้าสู่บ่อพักดักกลิ่นก่อนเข้าสู่ระบบระบายน้ำ ทีม AP จะตรวจตำแหน่งท่อเข้าและท่อออก รวมถึงข้องอ 90 องศาที่ช่วยกักน้ำและลดโอกาสเกิดกลิ่นย้อนเข้าสู่บ้าน
- ป้องกันการไหลย้อนจากท่อโสโครก: แนวท่อที่ออกจากบ่อพักดักกลิ่นต้องมีความลาดเอียงไปในทิศทางที่ถูกต้อง หากท่อลาดกลับทาง อาจทำให้สิ่งปฏิกูลจากแนวท่อโสโครกไหลย้อนกลับเข้าสู่บ่อพักดักกลิ่นได้
7. ระบบน้ำทิ้งภายนอกบ้าน

ระบบน้ำทิ้งภายนอกบ้านทำหน้าที่รับน้ำจากจุดใช้งานภายในและระบายต่อไปยังบ่อพัก บ่อดักไขมัน ถังบำบัด และระบบระบายน้ำของโครงการ หากแนวท่อและระดับบ่อไม่ถูกต้อง อาจทำให้น้ำระบายช้า เกิดการอุดตัน กลิ่นย้อน หรือน้ำไหลย้อนกลับเข้าสู่บ้านได้ ทีม AP จึงตรวจสอบเส้นทางการระบายตลอดเส้นทางน้ำ ดังนี้
- แยกเส้นทางน้ำทิ้งให้ถูกต้อง: น้ำจากอ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ ตะแกรงระบายน้ำทิ้ง (Floor Drain) และเครื่องซักผ้าจะผ่านบ่อพักดักกลิ่น ส่วนน้ำจากอ่างล้างจานจะผ่านบ่อดักไขมัน ขณะที่น้ำจากชักโครกจะเข้าสู่ถังบำบัดตามระบบที่กำหนด ก่อนระบายต่อไปยังแนวท่อภายนอก
- ควบคุมแนวท่อและความลาดเอียง: ท่อระบายน้ำภายนอกต้องใช้ขนาดและวัสดุตามแบบก่อสร้าง ฝังโดยมีระดับดินเหนือหลังท่อไม่น้อยกว่า 30 ซม. และวางตามทิศทางการไหลด้วยความลาดเอียงไม่น้อยกว่า 1:200 เพื่อให้น้ำระบายได้อย่างต่อเนื่อง
- ตรวจมาตรฐานบ่อพักรอบบ้าน: ฝาบ่อพักต้องวางเป็นแนวตรง ขนานกับแนวรั้ว และเสมอกับขอบบ่อ บ่อพักทั่วไปต้องมีก้นบ่อเสมอกับท้องท่อและไม่มีน้ำขัง ส่วนบ่อพักลูกสุดท้ายหน้าบ้านจะมีก้นบ่อต่ำกว่าท้องท่อประมาณ 0.10 เมตร เพื่อรองรับตะกอนก่อนน้ำไหลเข้าสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ
- ปกป้องถังบำบัดหลังติดตั้ง: เมื่อนำถังบำบัดลงดินแล้ว ต้องเติมน้ำให้เต็มถังทันที พร้อมป้องกันบริเวณปากถังและตัวถัง เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายในระหว่างการฝังกลบและดำเนินงานโดยรอบ
หลังตรวจระบบน้ำ ถ้าจุดใดไม่ผ่านมาตรฐาน AP จะทำอย่างไร?

หากตรวจพบรอยรั่ว แรงดันน้ำผิดปกติ น้ำระบายไม่คล่อง หรืออุปกรณ์จุดใดทำงานไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทีม AP จะตรวจหาสาเหตุ แก้ไข และทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ที่กำหนดก่อนปิดผิวงานและส่งมอบบ้านให้ลูกค้า
AP ใส่ใจทุกจุดในบ้าน ตั้งแต่มาตรฐานระบบน้ำ เพื่อคุณภาพในทุกการอยู่อาศัย
AP มุ่งมั่นดูแลคุณภาพบ้านในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ระบบภายนอกไปจนถึงแนวท่อที่ซ่อนอยู่ภายในผนัง ใต้พื้น และเหนือฝ้า ด้วยการเลือกวัสดุชั้นนำให้เหมาะกับการใช้งาน ควบคุมการติดตั้งและทดสอบอย่างเป็นขั้นตอนตามมาตรฐานก่อนส่งมอบ เพื่อให้ระบบน้ำทุกจุดพร้อมใช้งานและช่วยเติมเต็มความมั่นใจให้ลูกบ้าน
ถอดรหัสคุณภาพบ้านและคอนโดจาก AP เพื่อชีวิตดี ๆ ที่เลือกเองได้ ที่นี่
- AP Quality Inspection เปิดจุดสำคัญที่ AP ตรวจบ้านทุกหลังก่อนส่งมอบ
- AP Quality Check บ้าน 1 หลัง ผ่านการตรวจสอบกี่ขั้นตอนก่อนส่งมอบ
- AP รับมือปัญหาน้ำรั่วซึมอย่างไร? รู้จักขั้นตอนแจ้ง ตรวจ ซ่อม
- ระบบไฟบ้าน AP ปลอดภัย เปิดลิสต์จุดตรวจสำคัญ พร้อมขั้นตอนทดสอบ
เอพี ไทยแลนด์ ช่วยเติมเต็มความหมายของชีวิตเอพีไทยแลนด์ ช่วยเติมเต็มความหมายของชีวิต
เลือกเป็นเจ้าของโครงการบ้าน คอนโด จาก เอพี ไทยแลนด์ เพื่อสร้างชีวิตดี ๆ บนพื้นที่ความสุขที่เราเลือกเอง ไม่ว่าจะเป็น โครงการบ้านเดี่ยวพื้นที่กว้างขวางเป็นส่วนตัว ทาวน์โฮมดีไซน์สวยหรือบ้านแฝดฟังก์ชันใหญ่ คอนโดมิเนียมทำเลติดรถไฟฟ้าเดินทางง่าย และโฮมออฟฟิศพร้อมฟังก์ชันครบครัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ธุรกิจในพื้นที่เดียว เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย
EMPOWER LIVING ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้











