เปิดเกณฑ์และขั้นตอนเลือกวัสดุภายใต้มาตรฐาน AP สู่จุดเริ่มต้นของชีวิตคุณภาพ

HOMESTORY · HOMESTORY

เปิดเกณฑ์และขั้นตอนเลือกวัสดุภายใต้มาตรฐาน AP สู่จุดเริ่มต้นของชีวิตคุณภาพ

22 ก.ค. 2026

แชร์ไปยัง

AP คัดเลือกวัสดุจากคุณสมบัติและคุณภาพ ดีไซน์ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ การติดตั้งและบริการหลังการขาย ราคา

Main Point

  • AP คัดเลือกวัสดุครอบคลุม 6 ด้าน คือ คุณสมบัติและคุณภาพ ดีไซน์ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ การติดตั้งและบริการหลังการขาย ความเหมาะสมด้านราคา และนวัตกรรม เพื่อให้วัสดุทุกชิ้นตอบโจทย์การใช้งาน มีมาตรฐาน คุ้มค่า และช่วยยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยในทุกมิติของชีวิต
  • ก่อนนำวัสดุไปใช้งาน AP จะตรวจสอบคุณภาพวัสดุและระบบการใช้งานผ่านทั้งเอกสารรับรอง ผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ การสุ่มตรวจหน้างาน และการทดลองติดตั้งใช้งานจริง โดยเฉพาะวัสดุโครงสร้าง อุปกรณ์ภายในบ้าน และระบบที่มีความซับซ้อน นอกจากนี้ยังทดสอบในบ้าน Mock-up เพื่อนำข้อสังเกตมาปรับปรุงมาตรฐานการติดตั้งและส่งต่อคุณภาพที่เป็นมาตรฐานเดียวกันให้แก่บ้านทุกหลัง

 

AP เข้าใจว่าคุณภาพของบ้านคือสิ่งที่ลูกบ้านให้ความสำคัญ จึงใส่ใจตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการคัดสรรวัสดุที่มีคุณภาพ ในบทความนี้ AP Thai ชวนถอดรหัสกระบวนการคัดสรรวัสดุอย่างรอบด้าน ตั้งแต่คุณสมบัติ ดีไซน์ และมาตรฐาน ไปจนถึงการทดลองใช้งานจริง เพื่อให้ทุกรายละเอียดตอบโจทย์ชีวิตคุณภาพในแบบฉบับ AP และส่งต่อมาตรฐานเดียวกันสู่บ้านทุกหลัง

6 เกณฑ์เลือกวัสดุจาก AP ให้ตอบโจทย์ตั้งแต่ Function ถึง Innovation

บรรยากาศการใช้ชีวิตในโครงการ AP ที่สะท้อนความใส่ใจในการคัดสรรวัสดุคุณภาพ ภายใต้แนวคิด AP CODE

 

การเลือกวัสดุของ AP ให้ความสำคัญกับคุณภาพการอยู่อาศัย โดยประเมินทั้งฟังก์ชัน คุณภาพ และบริการ ตลอดจนความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์และแบรนด์ เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุทุกชิ้นตอบโจทย์การใช้งานจริง และสะท้อนความใส่ใจที่ลูกค้าสัมผัสได้ ผ่านหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกวัสดุครอบคลุม 6 ด้าน ดังนี้

เกณฑ์ 1: คุณสมบัติ ฟังก์ชัน และคุณภาพ 

ปัจจัยหลักของการคัดสรรวัสดุ คือการพิจารณาว่าวัสดุนั้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมมีคุณสมบัติและคุณภาพที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ของบ้าน ตั้งแต่คุณสมบัติพื้นฐานของวัสดุ ความแข็งแรง ความทนทาน ไปจนถึงประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับฟังก์ชันของพื้นที่ รูปแบบโครงการ และพฤติกรรมการอยู่อาศัย

เกณฑ์ 2: ดีไซน์ 

นอกจากความสวยงามแล้ว AP ยังพิจารณาดีไซน์ให้สอดคล้องกับแนวคิดของโครงการ กลุ่มลูกค้า และประสบการณ์การใช้งานในแต่ละพื้นที่ ทั้งสีสัน พื้นผิว สัดส่วน และรายละเอียดของวัสดุ เพื่อสร้างบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ พร้อมตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

เกณฑ์ 3: ความน่าเชื่อถือของแบรนด์และผลิตภัณฑ์

AP เลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมมาตรฐานการผลิตและผลการทดสอบที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุทุกชิ้นมีคุณภาพตามมาตรฐาน และเหมาะสมกับการนำมาใช้ในโครงการ

เกณฑ์ 4: การติดตั้งและบริการหลังการขาย

นอกจากคุณภาพของวัสดุแล้ว AP ยังพิจารณามาตรฐานการติดตั้ง พร้อมพิจารณาเงื่อนไขการรับประกันและความพร้อมของบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลอย่างมั่นใจตลอดการใช้งาน

เกณฑ์ 5: ความเหมาะสมด้านราคา

AP พิจารณางบประมาณให้สมดุลกับคุณสมบัติ คุณภาพ และประสิทธิภาพของวัสดุ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับรูปแบบและระดับของแต่ละโครงการ เพื่อให้ทุกการเลือกสรรส่งมอบความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย 

เกณฑ์ 6: นวัตกรรม

AP มองหาวัสดุและเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับทุกการอยู่อาศัย ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน จากข้อมูลเชิงลึกระดับ Unspoken Needs จากความต้องการของลูกค้า ทั้งในแง่ของความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทุกนวัตกรรมเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้อย่างมีความหมาย พร้อมมอบอิสระในการใช้ชีวิตได้มากกว่าที่เคย

 

ผนึกกำลัง 4 ทีมเบื้องหลัง AP ที่ช่วยให้ทุกวัสดุตอบโจทย์ทุกการอยู่อาศัย

ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก AP ตรวจสอบมาตรฐานการติดตั้งวัสดุ เพื่อให้มั่นใจว่าตอบโจทย์การใช้งานจริง

ทุกการคัดสรรวัสดุของ AP เกิดจากการผสานความเชี่ยวชาญของ 4 ทีม เพื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ดีไซน์และประสบการณ์ใช้งาน ไปจนถึงคุณภาพ ความคุ้มค่า และมาตรฐานการติดตั้ง เพื่อให้ทุกองค์ประกอบพร้อมส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

ทีม PD และ ทีม BG พิจารณาดีไซน์ คุณสมบัติ และประสบการณ์การใช้งาน

ทีม PD และ BG พิจารณาทั้งดีไซน์ คุณสมบัติพื้นฐานของวัสดุ และประสบการณ์การใช้งานในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้วัสดุที่เลือกสอดคล้องกับแนวคิดของโครงการ กลุ่มผู้อยู่อาศัย และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละแบรนด์

ทีม CSP คัดสรรให้สมดุลทั้งคุณภาพและความคุ้มค่า

ทีม CSP พิจารณาวัสดุ ทั้งฟังก์ชัน คุณภาพ บริการ และราคา เพื่อให้เหมาะสมกับโจทย์ของแต่ละโครงการ โดยมีกระบวนการคัดสรร 2 แนวทางสำคัญ

  • พิจารณาวัสดุตามสเปกหลักที่กำหนดโดยทีม PD: จากนั้น CSP จะคัดเลือกและเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ที่มีฟังก์ชันตรงตามโจทย์ พร้อมประเมินคุณภาพและความเหมาะสมด้านราคา
  • ค้นหาและนำเสนอวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ใหม่: เลือกผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นด้านดีไซน์ คุณภาพ ฟังก์ชัน และนวัตกรรม เพื่อให้ทีม PD พิจารณานำไปต่อยอดและกำหนดเป็นสเปกในโครงการ

ทีม QA ตรวจสอบคุณสมบัติและมาตรฐานการติดตั้ง

ทีม QA ตรวจสอบคุณสมบัติของวัสดุและมาตรฐานการติดตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุที่ผ่านการคัดเลือกจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อนำไปใช้งานจริงภายในบ้าน

 

3 ขั้นตอนคัดกรองวัสดุ เพื่องานก่อสร้างบ้านคุณภาพจาก AP

ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก AP ตรวจสอบงานระบบและคัดกรองวัสดุคุณภาพ เพื่อส่งมอบบ้านที่ได้มาตรฐานสูงสุด

ก่อนนำวัสดุมาใช้ในโครงการ AP จะพิจารณารูปแบบการตรวจสอบให้เหมาะสมกับคุณสมบัติและลักษณะการใช้งานของวัสดุแต่ละประเภท ตั้งแต่การตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิค ไปจนถึงการทดลองติดตั้งในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุที่เลือกสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการใช้งาน โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. ตรวจสอบเอกสารและผลการทดสอบวิทยาศาสตร์

วัสดุที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงและคุณสมบัติทางกายภาพ จะได้รับการตรวจสอบจากเอกสารรับรองและผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ของหน่วยงานหรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่ามีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด อาทิ

  • กลุ่มวัสดุที่มีซีเมนต์เป็นส่วนประกอบ เช่น คอนกรีต และปูนกาว 
  • กลุ่มงานเหล็ก เช่น เหล็กเส้น ตะแกรงเหล็กกล้าเชื่อมติดเสริมคอนกรีต (Wire Mesh) 
  • กลุ่มวัสดุกระเบื้อง และสุขภัณฑ์

พร้อมการสุ่มตรวจในหน้างาน เพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้จริงสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้รับการรับรอง

2. ทดลองติดตั้งและใช้งานจริง

สำหรับวัสดุและอุปกรณ์ AP จะนำมาทดลองในสถานการณ์จริงก่อนพิจารณาเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ประตู มือจับ Digital Door Lock ราวบันได ระบบ Solar Cell และระบบรองรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ทีมงานสามารถประเมินได้ทั้งความเหมาะสม ความสะดวก ความปลอดภัย และการทำงานร่วมกับองค์ประกอบอื่นภายในบ้าน

3. ตรวจสอบเอกสารควบคู่กับการทดสอบหน้างาน

วัสดุหรือระบบที่มีรายละเอียดซับซ้อน จะได้รับการตรวจสอบทั้งข้อมูลทางเทคนิค ผลการทดสอบ และประสิทธิภาพเมื่อติดตั้งในพื้นที่จริง อาทิ งานประตูและหน้าต่าง โครงสร้างสำเร็จรูป และระบบ CCTV ซึ่งต้องพิจารณาทั้งคุณภาพของผลิตภัณฑ์ วิธีการติดตั้ง และการทำงานร่วมกันของระบบ เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

Mock-up House ทดสอบบ้านตัวอย่าง เพื่อยกระดับบ้านทุกหลัง

นอกเหนือจากการตรวจสอบวัสดุแต่ละประเภท AP ยังทดสอบการติดตั้งในบ้าน Mock-up ของแต่ละโครงการ เพื่อประเมินทั้งคุณสมบัติของวัสดุ วิธีการติดตั้ง และประสบการณ์ใช้งานจริง โดยทุกข้อสังเกตจากบ้านตัวอย่างจะถูกนำมาปรับปรุงและพัฒนาเป็นแนวทางสำหรับบ้านหลังถัดไป เพื่อให้คุณภาพในทุกรายละเอียดได้รับการส่งต่อเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกหลังของโครงการ

 

เจาะลึก 6 รายละเอียดวัสดุสำคัญภายในบ้าน ตั้งแต่โครงสร้างถึงงานระบบ

1. งานโครงสร้าง: รากฐานของความมั่นใจในระยะยาว

งานโครงสร้างบ้าน AP ใช้วัสดุคุณภาพอย่างคอนกรีตผสมเสร็จอินทรี (INSEE) ที่แข็งแรงและช่วยลดการปล่อยคาร์บอน

ความแข็งแรงของบ้านเริ่มต้นจากโครงสร้างที่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดทางวิศวกรรม เริ่มจากคอนกรีตและเหล็กเสริม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในการรองรับน้ำหนักและสร้างความมั่นคงให้กับตัวบ้าน

คอนกรีตโครงสร้าง

AP เลือกใช้คอนกรีตผสมเสร็จที่มีกำลังอัดไม่น้อยกว่าค่าที่ผู้ออกแบบกำหนด เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะและการรับน้ำหนักของโครงสร้างในแต่ละส่วน พร้อมอ้างอิงมาตรฐานด้านงานคอนกรีตและเหล็กเสริมที่เกี่ยวข้อง

เช่น คอนกรีตจากอินทรีคอนกรีต (INSEE Concrete) คอนกรีตผสมเสร็จคุณภาพสูงที่ผลิตจากวัตถุดิบมาตรฐาน สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 5-10% ต่อคอนกรีต 1 ลูกบาศก์เมตร นอกจากเสริมความแข็งแรงของบ้านแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อร่วมสร้างคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีอย่างยั่งยืน

มาตรฐานอ้างอิงคอนกรีตโครงสร้าง

  • มยผ. 1101-64 และ มยผ. 1101-52: มาตรฐานงานเหล็กเสริมคอนกรีต  
  • มอก. 213-2560: มาตรฐานคอนกรีตผสมเสร็จ 

เหล็กเสริม

AP กำหนดให้เหล็กเสริมมาจากกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน อาทิ Electric Arc Furnace (EF) ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าในการหลอมเหล็ก หรือ Basic Oxygen Furnace (BO) ซึ่งใช้กระบวนการเป่าออกซิเจนในการผลิตเหล็ก 

นอกจากกระบวนการผลิตแล้ว เหล็กที่นำมาใช้ต้องเป็นเหล็กใหม่ ไม่เคยผ่านการใช้งาน และปราศจากสนิมที่อาจส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของโครงสร้าง พร้อมผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมคุณสมบัติและความเหมาะสมในการใช้งานร่วมกับคอนกรีต

มาตรฐานอ้างอิงเหล็กเสริม

  • มอก. 20-2559: เหล็กเส้นกลม (Round Bar) 
  • มอก. 24-2559: เหล็กเส้นข้ออ้อย (Deformed Bar)

 

2. งานหลังคา: แข็งแรง ปลอดภัย และติดตั้งอย่างถูกวิธี

งานหลังคาตราเพชร วัสดุคุณภาพที่ช่วยสะท้อนความร้อนและทำให้บ้านเย็นสบายขึ้น

AP พิจารณาทั้งคุณภาพของหลังคา ความแข็งแรงของโครงสร้าง และมาตรฐานการติดตั้งควบคู่กัน โดยคัดสรรจากแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับและมีทีมติดตั้งที่ได้มาตรฐาน 

วัสดุมุงหลังคา

สำหรับงาน มุงหลังคา AP เลือกใช้แผ่นหลังคา อาทิ SCG ตราเพชร และ BlueScope Lysaght เพื่อให้เหมาะกับรูปแบบของแต่ละโครงการ พร้อมใส่ใจคุณสมบัติที่ช่วยสร้างภาวะอยู่สบาย เช่น กระเบื้องหลังคาที่สามารถสะท้อนความร้อนได้สูงสุด 45% ช่วยลดความร้อนสะสมใต้หลังคา และชะลอการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่พื้นที่ภายในบ้านในวันที่อากาศร้อนจัด ภายใต้มาตรฐาน มอก. 535-2556 และ มอก. 2619-2556

เมื่อผสานวัสดุที่มีคุณภาพเข้ากับโครงสร้างได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และการติดตั้งที่ถูกวิธี ทั้งขนาดและความหนาเป็นไปตามที่วิศวกรกำหนด เพื่อการรับน้ำหนักที่ปลอดภัย หลังคาจึงสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยอายุการใช้งานอาจอยู่ที่ประมาณ 15-40 ปี พร้อมส่งต่อทั้งความปลอดภัย ความสบาย และความมั่นใจตลอดการอยู่อาศัย

แผ่นยิปซัมรักษ์โลก TOA วัสดุคุณภาพมาตรฐานที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและช่วยลด Carbon Footprint

ฝ้าเพดาน

สำหรับงานฝ้าเพดาน AP เลือกใช้แผ่นยิปซัมจาก TOA ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพการใช้งาน สุขภาวะภายในบ้าน และสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์มีสารระเหยต่ำ ช่วยลดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศภายในอาคาร พร้อมได้รับฉลากลดโลกร้อนจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และออกแบบเพื่อลดปริมาณรวมของก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) สะท้อนแนวคิดการก่อสร้างที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ

 

3. งานผนัง: คิดถึงทั้งโครงสร้างและความสบายในการอยู่อาศัย

การเลือกใช้วัสดุคุณภาพอย่างอิฐมวลเบา Q-CON สำหรับงานผนัง ช่วยลดความร้อนและประหยัดค่าไฟ

AP เลือกใช้อิฐมวลเบาที่ผลิตแบบมีฟองอากาศและผ่านระบบอบไอน้ำ (Autoclaved Aerated Concrete : AAC) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน มอก. 1505-2541 พร้อมคัดสรรผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ชั้นนำที่ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพ อาทิ ตราเพชร และ Q-CON สำหรับงานผนังในระบบก่อสร้างแบบเสา-คาน 

ด้วยโครงสร้างวัสดุที่มีฟองอากาศกระจายตัวภายในและมีน้ำหนักเบา จึงช่วยลดภาระของโครงสร้าง พร้อมทำหน้าที่เป็นฉนวน ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนและเสียงรบกวนจากภายนอก เพื่อสร้างบรรยากาศภายในบ้านที่เย็นสบายและเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยสามารถช่วยลดพลังงานในการทำความเย็นได้กว่า 20% และช่วยประหยัดค่าไฟได้ราว 7,000 บาทต่อปี* พร้อมรองรับการปรับหรือต่อเติมในอนาคต เพื่อให้บ้านสามารถเติบโตไปพร้อมกับทุกช่วงชีวิตของผู้อยู่อาศัย

 

*ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับรูปแบบบ้าน สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละครัวเรือน

 

4. พื้นและกระเบื้อง: รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

แผ่นพื้นและกระเบื้องวัสดุคุณภาพจาก PCM ที่มีส่วนผสมของซีเมนต์ Low carbon รองรับทุกการใช้งาน

AP คัดสรรวัสดุปูพื้นโดยพิจารณาทั้งความสวยงาม ความทนทาน การดูแลรักษา และความเหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ทุกพื้นผิวสามารถรองรับชีวิตประจำวัน

  • พื้นลามิเนต: เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ UNIX จากโรงงานไม้วนชัย ความหนา 8 มิลลิเมตร มีค่าการพองตัวต่ำ พร้อมคุณสมบัติทนต่อการขัดถูระดับ AC3 และทนต่อแรงกระแทกระดับ IC1 ตามมาตรฐานยุโรป EN 13329:2006
  • กระเบื้องเซรามิก: เลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ อาทิ COTTO และ SOSUCO โดยเป็นไปตาม มอก. 2508-2555 ซึ่งครอบคลุมทั้งขนาด ความหนา การดูดซึมน้ำ ความทนทานต่อสารเคมี และการรับแรงกด
  • กระเบื้องพอร์ซเลน: เป็นไปตาม มอก. 2197-2547 รองรับคุณสมบัติด้านความแข็งแกร่งและการดูดซึมน้ำต่ำ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการความทนทานต่อการใช้งาน

พื้นไม้สักแท้ TS-Teak วัสดุคุณภาพสูงที่มอบความสวยงามเหนือกาลเวลาและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ สำหรับโครงการระดับ Luxury ของ AP ยังเลือกใช้พื้นไม้สักจากไม้ป่าปลูก จาก TS-Teak เพื่อเติมเต็มบรรยากาศของพื้นที่ด้วยความงามเหนือกาลเวลา ควบคู่กับแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ โดยไม้ 1 ลูกบาศก์เมตรสามารถช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 700-900 กิโลกรัม CO₂* สะท้อนการคัดสรรวัสดุที่มอบทั้งความประณีต คุณค่าในการอยู่อาศัย และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

5. สีทาอาคาร: สวยงามและทนทานต่อสภาพแวดล้อม

สีทาอาคาร TOA วัสดุคุณภาพที่ช่วยสะท้อนความร้อน ทนทานต่อสภาพอากาศ และปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย

มากกว่าความสวยงาม สีทาอาคารยังมีส่วนสำคัญต่อความทนทานและความสบายในการอยู่อาศัย AP จึงคัดเลือกผลิตภัณฑ์จากแบรนด์คุณภาพ อาทิ TOA และ NIPPON PAINT โดยพิจารณาให้เหมาะกับทั้งพื้นที่ภายในและภายนอก ตั้งแต่ความเรียบเนียน การยึดเกาะ ไปจนถึงความทนทานต่อแดด ฝน และสภาพอากาศ เพื่อช่วยคงความสวยงามของบ้านได้อย่างยาวนาน

  • TOA: เกรด 4Season ระยะเวลา 8 ปี / Super Shield ระยะเวลา 18 ปี 
  • NIPPON PAINT: เกรด Venilex ระยะเวลา 8 ปี / Whether Bond ระยะเวลา 18 ปี

พร้อมคุณสมบัติของสีซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย ทั้ง Low-VOC ที่ช่วยลดสารระเหยภายในบ้าน และสะท้อนความร้อนได้สูงสุด 99.2% ช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้สูงสุด 8.1 องศาเซลเซียส และลดการใช้พลังงานได้สูงสุด 38.3% เพื่อให้ทุกเฉดสีคงความงาม ความสบาย และความอุ่นใจตลอดการอยู่อาศัย

มาตรฐานอ้างอิงสีทาอาคาร

  • มอก. 2321-2564: สีอิมัลชันทนสภาวะอากาศสำหรับภายนอก เน้นความทนแดด ทนฝน และการยึดเกาะ
  • มอก. 272-2564: สีอิมัลชันใช้งานทั่วไปสำหรับภายใน เน้นความเรียบเนียนและลดการลอกล่อน
  • มอก. 2514-2564: สีอิมัลชันลดความร้อนจากแสงอาทิตย์
  • มอก. 1123-2555: สีรองพื้นสำหรับงานปูน
  • มอก. 2625-2557: สีเคลือบแอลคีดสำหรับงานไม้และโลหะ

 

6. งานระบบภายในบ้าน: ความปลอดภัยที่อยู่เบื้องหลังทุกการใช้งาน

ตู้ควบคุมไฟฟ้า Siemens วัสดุคุณภาพที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดสำหรับงานระบบภายในบ้าน

แม้งานระบบจะถูกซ่อนอยู่ภายในผนัง แต่ถือเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งความปลอดภัย ความสะดวก และคุณภาพการใช้ชีวิต AP จึงคัดสรรอุปกรณ์จากแบรนด์ชั้นนำที่ได้มาตรฐานเหมาะกับหน้าที่ของแต่ละส่วน ตั้งแต่สวิตช์และปลั๊ก ตู้ควบคุมไฟฟ้า สายไฟ ไปจนถึงระบบท่อน้ำและสุขภัณฑ์

  • สวิตช์และปลั๊กไฟ: อาทิ BTicino, Schneider Electric และ Siemens โดยเต้ารับและเต้าเสียบผ่านมาตรฐาน มอก. 166-2549 ส่วนสวิตช์ไฟฟ้าสำหรับที่อยู่อาศัย ได้รับมาตรฐาน มอก. 824-2551 รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ปลอดภัย
  • ตู้ควบคุมไฟฟ้า: อาทิ BTicino และ Siemens พร้อมอ้างอิงมาตรฐาน IEC 61439 สำหรับตู้สวิตช์เกียร์และตู้ควบคุมแรงดันต่ำ รวมถึงมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทยของ วสท. และข้อกำหนดจากหน่วยงานการไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบให้รีไซเคิลได้และลดการใช้วัสดุที่อาจเป็นอันตราย เช่น สาร CFC และซิลิกอน (RoHS) เพื่อให้ปลอดภัยและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สายไฟฟ้า: เลือกใช้สายไฟ Thai Yazaki ที่เป็นไปตาม มอก. 11-2553 พร้อมกำหนดประเภทสายให้เหมาะกับตำแหน่งติดตั้งและลักษณะการใช้งาน เพื่อเสริมความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าภายในบ้าน
    • 60227 IEC 01 หรือ THW: สายแกนเดี่ยวสำหรับงานเดินสายแบบติดตั้งถาวร เช่น ร้อยท่อภายในผนัง
    • 60227 IEC 02 หรือ THW (f): สายแกนเดี่ยวชนิดอ่อน เหมาะกับงานที่ต้องการความยืดหยุ่น เช่น การเดินสายในตู้ควบคุม
    • 60227 IEC 10: สายหลายแกน มีฉนวนและเปลือกหุ้ม สำหรับงานเดินสายแบบติดตั้งถาวร
    • 60227 IEC 53: สายอ่อนหลายแกน มีฉนวนและเปลือกหุ้ม เหมาะกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการเคลื่อนย้าย
  • ระบบท่อ PVC: อาทิ ตราช้างและท่อน้ำไทย โดยแยกประเภทให้เหมาะกับระบบประปา ระบบระบายน้ำ และงานร้อยสายไฟ พร้อมอ้างอิงมาตรฐาน มอก. 17-2561 (มอก. 17-2532) สำหรับท่อประปาและน้ำดื่ม, มอก. 999-2533 สำหรับท่อ PVC แข็งในงานอุตสาหกรรมหรือระบบระบายน้ำตามสเปก และ มอก. 216-2524 สำหรับท่อร้อยสายไฟฟ้าและสายโทรศัพท์

สุขภัณฑ์และฝักบัว KOHLER วัสดุคุณภาพที่ช่วยประหยัดน้ำโดยไม่ลดทอนความสะดวกสบาย

  • สุขภัณฑ์และระบบน้ำ: เช่น สุขภัณฑ์และฝักบัวจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง KOHLER ซึ่งผลิตภัณฑ์บางรุ่นสามารถช่วยลดการใช้น้ำได้ประมาณ 20-40% ต่อครัวเรือนต่อปี* โดยยังคงประสิทธิภาพและความสะดวกสบาย

 

รู้จัก มอก. มยผ. และรหัสมาตรฐานสากล การรับรองมาตรฐานที่ช่วยการันตีคุณภาพของวัสดุ

เพื่อยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างในทุกโครงการ นอกเหนือจากการพิจารณาคุณสมบัติและการทดสอบใช้งานจริงแล้ว AP ยังยึดมาตรฐานทั้งในประเทศไทยและระดับสากลเป็นกรอบสำคัญในการคัดเลือก เพื่อให้วัสดุทุกประเภทมีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้งาน ผ่านเกณฑ์ที่สามารถตรวจสอบได้ และส่งต่อความมั่นใจด้านความแข็งแรง ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ

1. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เครื่องหมายรับรองคุณภาพที่กำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างมาตรฐานวัสดุที่ AP ใช้อ้างอิง อาทิ มอก. 20-2559 เหล็กเส้นกลม, มอก. 24-2559 เหล็กข้ออ้อย, มอก. 1505-2541 อิฐมวลเบา AAC และ มอก. 166-2549 เต้าเสียบ-เต้ารับ

2. มาตรฐานงานโยธาและสถาปัตยกรรม (มยผ.)

มาตรฐานงานโยธาและสถาปัตยกรรม (มยผ.) ใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ และขั้นตอนการก่อสร้างอาคาร รวมถึงสิ่งก่อสร้างประเภทต่าง ๆ ในประเทศไทย เพื่อให้มีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย และเป็นไปตามหลักวิศวกรรม ตัวอย่างที่ AP ใช้อ้างอิง เช่น มยผ. 1101-64 และ มยผ. 1101-52 สำหรับงานเหล็กเสริมคอนกรีต

3. มาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท. / EIT)

มาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท. / EIT) ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ ติดตั้ง และตรวจสอบระบบวิศวกรรมภายในอาคารของ AP เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบประปา และระบบป้องกันอัคคีภัย เพื่อช่วยลดความเสี่ยง ป้องกันอันตราย และดูแลความปลอดภัยทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

4. มาตรฐานระบบการจัดการและคุณภาพวัสดุ (ISO : International Organization for Standardization)

มาตรฐาน ISO (International Organization for Standardization) เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้กำหนดแนวทางด้านระบบการจัดการ กระบวนการผลิต และคุณภาพวัสดุที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดย AP ใส่ใจกับการเลือกวัสดุจากแบรนด์ที่ได้รับ ISO 9001 เพื่อให้มั่นใจในกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานและตรวจสอบได้ 

ทั้งนี้ AP ยังได้รับการรับรอง ISO 41001:2018 ด้านการบริหารจัดการสิ่งอำนวยความสะดวกในปี 2564 โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

5. มาตรฐานจากฝั่งยุโรปที่นิยมใช้อ้างอิงในงานเครื่องกลและเหล็กโครงสร้าง (EN : European Standard)

มาตรฐานยุโรป (EN: European Standard) กำหนดข้อกำหนดด้านคุณสมบัติ ความปลอดภัย และวิธีการทดสอบของวัสดุและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีเกณฑ์อ้างอิงร่วมกันในระดับยุโรป นิยมใช้ในเครื่องจักร อุปกรณ์นิรภัย และเหล็กโครงสร้าง รวมถึงพื้นลามิเนตที่ AP เลือกใช้ ซึ่งมีค่า Abrasion Class (AC) ใช้วัดระดับความทนทานตามมาตรฐาน EN 13329

6. มาตรฐานการทดสอบและวัสดุ (ASTM International)

มาตรฐานการทดสอบและวัสดุ (ASTM International) เป็นมาตรฐานสากลด้านคุณสมบัติและวิธีทดสอบวัสดุ รวมกว่า 13,000 รายการ พัฒนาร่วมกันโดยผู้ผลิต ผู้ใช้งาน และผู้เชี่ยวชาญ กว่า 30,000 คน จาก 140 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้ผลการประเมินมีความน่าเชื่อถือและเปรียบเทียบได้ ตัวอย่างที่ AP ใช้อ้างอิง เช่น ASTM A269 สำหรับท่อสแตนเลส, ASTM A313 สำหรับลวดสปริงสแตนเลส และ ASTM A484 สำหรับเหล็กเส้นและเหล็กแท่งสแตนเลส

 

AP คัดสรรทุกองค์ประกอบ ด้วยความเข้าใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมีคุณภาพ

การคัดสรรวัสดุคุณภาพ คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ AP ที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบบ้านจากความเข้าใจชีวิตและทุกการใช้งาน เพราะทุกองค์ประกอบมีส่วนสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดี ตั้งแต่ความแข็งแรง ความสวยงาม ไปจนถึงความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน AP จึงใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดสรร ตรวจสอบ จนถึงการทดลองใช้งานจริง เพื่อส่งมอบชีวิตคุณภาพที่เริ่มต้นจากองค์ประกอบคุณภาพในทุกตารางเมตร

 

สัมผัสเบื้องหลังคุณภาพในทุกตารางเมตรของบ้านและคอนโดจาก AP ที่นี่

 

เอพีไทยแลนด์ ช่วยเติมเต็มความหมายของชีวิต

เลือกเป็นเจ้าของโครงการบ้าน คอนโด จาก เอพีไทยแลนด์ เพื่อสร้างชีวิตดี ๆ บนพื้นที่ความสุขที่เราเลือกเอง ไม่ว่าจะเป็น โครงการบ้านเดี่ยวพื้นที่กว้างขวางเป็นส่วนตัว ทาวน์โฮมดีไซน์สวยหรือบ้านแฝดฟังก์ชันใหญ่ คอนโดมิเนียมทำเลติดรถไฟฟ้าเดินทางง่าย และโฮมออฟฟิศพร้อมฟังก์ชันครบครัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ธุรกิจในพื้นที่เดียว เพราะ “บ้าน” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย

 

EMPOWER LIVING ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้

คำถามที่พบบ่อย

AP ใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกวัสดุสำหรับแต่ละโครงการ?

  • AP พิจารณาวัสดุจาก 6 ปัจจัยหลัก คือ คุณสมบัติ ฟังก์ชันและคุณภาพ ดีไซน์ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ การติดตั้งและบริการหลังการขาย ความเหมาะสมด้านราคา และนวัตกรรม พร้อมนำข้อมูลเชิงลึกระดับ Unspoken Needs จากความต้องการของลูกค้ามาต่อยอด เพื่อให้วัสดุสอดคล้องกับรูปแบบโครงการและตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงได้มากยิ่งขึ้น

AP ตรวจสอบคุณภาพวัสดุอย่างไร?

  • AP ตรวจสอบคุณภาพวัสดุตามความเหมาะสมของแต่ละประเภท ทั้งการตรวจเอกสารและผลทดสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การทดลองติดตั้งและใช้งานจริง รวมถึงการสุ่มตรวจหน้างาน พร้อมทดสอบในบ้าน Mock-up ก่อนนำไปใช้ เพื่อให้มั่นใจทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการอยู่อาศัย

บ้าน Mock-up มีบทบาทอย่างไรในการคัดเลือกวัสดุ?

  • บ้าน Mock-up ของ AP ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองก่อนก่อสร้างบ้านในแต่ละโครงการ เพื่อประเมินคุณสมบัติของวัสดุ วิธีการติดตั้ง และประสบการณ์ใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง โดยข้อสังเกตที่พบจะถูกนำไปปรับปรุงและกำหนดเป็นแนวทางสำหรับบ้านหลังถัดไป เพื่อให้คุณภาพได้รับการส่งต่อเป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกหลังของโครงการ

หากวัสดุผ่านมาตรฐานจากโรงงานแล้ว ยังต้องทดสอบหน้างานอีกหรือไม่?

  • แม้วัสดุจะผ่านมาตรฐานจากโรงงานแล้ว AP ยังคงต้องทดสอบหน้างานก่อนนำไปใช้ก่อสร้างเสมอ เพราะคุณภาพการใช้งานไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงวิธีติดตั้ง สภาพพื้นที่ และการทำงานร่วมกับระบบอื่นภายในบ้านด้วย เพื่อช่วยยืนยันประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงก่อนนำไปใช้จริงในทุกหลังของโครงการ